“อารมณ์ ๖ ย่อมปรากฏในกามาวจรภูมิ อารมณ์ ๓ [รูปารมณ์ สัททารมณ์ และธรรมารมณ์] ย่อมปรากฏในรูปภูมิ ธรรมารมณ์อย่างเดียวย่อมปรากฏในอรูปภูมิ”
การทักท้วงเรื่องอารมณ์
๓๐๑. ขณวตฺถุปริตฺตตฺตา อาปาถํ น วชนฺติ เย
เต ธมฺมารมฺมณา โหนฺติ เยสํ รูปาทโย กิร.
“บางคนเห็นว่า อารมณ์ ๕มีรูปารมณ์เป็นต้นเหล่าใด ย่อมไม่มาปรากฏ[ทางปัญจ-ทวาร] เพราะมีขณะเกิดและวัตถุที่อาศัยไม่นาน อารมณ์เหล่านั้นชื่อว่า ธรรมารมณ์”
การเฉลย
๓๐๒. เต ปฏิกฺขิปิตพฺพาว อญฺญมญฺญสฺส โคจรํ
เนว ปจฺจนุโภนฺตานํ มโน เตสํ ตุ โคจรํ.
๓๐๓. ตญฺจ “ปจฺจนุโภตี”ติ วุตฺตตฺตา ปน สตฺถุนา๖
รูปาทารมฺมณาเนว โหนฺติ รูปาทโย ปน.
“พวกเขาควรถูกคัดค้านด้วยพระพุทธพจน์ว่า “[ชวน]จิตย่อมรับเอาอารมณ์ [มีรูปา-รมณ์เป็นต้น] ของอินทรีย์ ๕ [มีจักขุนทรีย์เป็นต้น] ที่ไม่รับเอาอารมณ์ของกันและกันและ รับเอาธรรมารมณ์” ดังนั้น รูปเป็นต้นจึงชื่อว่า รูปารมณ์”
๓๐๔. ทิพฺพจกฺขาทิญาณานํ รูปาทีเนว โคจรา
อนาปาถคตาเนว ตานีติปิ น ยุชฺชติ.
“รูปารมณ์เป็นต้นที่ไม่มาปรากฏ ย่อมเป็นอารมณ์ของทิพยจักษุญาณเป็นต้นได้ อารมณ์ เหล่านั้นจึงไม่ใช่ธรรมารมณ์ ด้วยเหตุนั้น มติข้างต้นจึงไม่สมควร”
๓๐๕. ยํ รูปารมฺมณํ โหนฺตํ ตํ ธมฺมารมฺมณํ กถํ
เอวํ สติ ปเนเตสํ นิยโมติ กถํ ภเว.