วิบากเป็นอารมณ์แล้วเพลิดเพลินยินดี หรือยึดมั่นผิด
- ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต๔ รับเอากามาวจรวิบากเป็นอารมณ์ ในเวลารับเอากามาวจรวิบาก เป็นอารมณ์แล้วเพลิดเพลินยินดี เป็นต้น
- โทสมูลจิต๒รับเอากามาวจรวิบากเป็นอารมณ์ ในเวลารับอารมณ์ที่เป็นผลของกุศล ที่ตนหรือผู้อื่นกระทำแล้วไม่พอใจ
- โมหมูลจิต๒รับเอากามาวจรวิบากเป็นอารมณ์ ในเวลารับอารมณ์ที่เป็นกามาวจร วิบากซึ่งตนสงสัย หรือซัดส่ายฟุ้งซ่าน] ๓๕๐. วิปาการมฺมณํ รูเป กามาวจรโตปิ จ รูปาวจรโต เจว กุสลสฺส กฺริยสฺส จ. ๓๕๑. อปุญฺญสฺสาติ ปญฺจนฺนํ ราสีนํ โหติ โคจโร อรูปาวจรปาเกสุ อยเมว นโย มโต.
“อารมณ์คือวิบากในรูปาวจรภูมิเป็นอารัมมณปัจจัยแก่จิต๕อ ย่าง คือ กามาวจร-กุศลจิต [มหากุศลจิต ๘] กามาวจรกิริยาจิต [โวฏฐัพพนจิต ๑ มหากิริยาจิต ๘ รวม ๙ ดวง] อภิญญากุศลจิต [๑] อภิญญากิริยาจิต [๑] อกุศลจิต [๑๒] ในอรูปาวจรวิปากจิต พระศาสดาก็ตรัสนัยนี้ไว้นั่นเอง”
๓๕๒. อปริยาปนฺนปากมฺปิ กามโต รูปโตปิ จ
กุสลสฺส กฺริยสฺสาปิ โหติ อารมฺมณํ ปน.
“โลกุตตรวิปากจิต [ผลจิต] เป็นอารมณ์ของกามาวจรกุศลจิต [มหากุศลญาณสัมป-ยุตตจิต ๔] กามาวจรกิริยาจิต [มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิต ๔ มโนทวาราวัชชนจิต๑ ]อ ภิญญา-กุศลจิต [๑] อภิญญากิริยาจิต [๑]”
๓๕๓. กฺริยจิตฺตมิทํ กาเม กามาวจรโตปิ จ
รูปาวจรโต เจว กุสลสฺส กฺริยสฺส จ.
๓๕๔. กามาวจรปากสฺส กเถวากุสลสฺส จ
ฉนฺนํ ราสีนเมเตสํ โหตารมฺมณปจฺจโย.