[ฎีกาใหม่อธิบายว่า ปฏิสนธิที่มีเหตุ ๓ ย่อมเกิดจากกรรมที่มีเหตุ ๓ อย่างยิ่งยวด ปฏิสนธิ ที่มีเหตุ๒ย่อมเกิดจากกรรมที่มีเหตุ๓อ ย่างอ่อนแลกรรมที่มีเหตุ๒อ ย่างยิ่งยวด ปฏิสนธิที่ไม่มีเหตุ ย่อมเกิดจากกรรมที่มีเหตุ ๒ อย่างอ่อน ปัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะหรืออกุศลทั้งหมดซึ่งเป็นเหตุแห่งวิบัติมีความเป็นคนตาบอด เป็นต้น กรรมที่ประกอบกับปัญญาจึงไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบัตินั้น ด้วยเหตุนี้ กรรมที่มีเหตุ ๓ แม้อ่อน กำลังก็ให้ผลปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ ไม่ให้ผลปฏิสนธิที่ไม่มีเหตุ]
๓๘๓. ทุเหตุเกน กมฺเมน ปฏิสนฺธิ ทุเหตุกา
อเหตุกาปิ โหเตว น จ โหติ ติเหตุกา.
“ปฏิสนธิที่เป็นทวิเหตุกะ ย่อมเกิดขึ้นด้วยกรรมที่เป็นทวิเหตุกะ แม้ปฏิสนธิที่เป็น อเหตุกะก็เกิดขึ้นได้ แต่ปฏิสนธิที่เป็นติเหตุกะหามีไม่”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่า ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค (หน้า ๒๘๘-๘๙) พระสารีบุตรได้กล่าวถึง ปฏิสนธิที่มีเหตุในคติสมบัติโดยเว้นปฏิสนธิที่ไม่มีเหตุเพราะวิบัติมีความเป็นคนตาบอดเป็นต้นในสุคติภูมิ และแสดงความเป็นไปแห่งมหาวิบากญาณสัมปยุตต์ เพราะเหตุ๓คือ อโลภเหตุอโทสเหตุและอโมห-เหตุมีอยู่ในชวนขณะ มิได้แสดงความเป็นไปเพราะเหตุ๒คือ อโลภเหตุและอโทสเหตุดังนั้น ปฏิสนธิที่ มีเหตุ ๓ จึงเกิดจากกรรมที่มีเหตุ ๓ ไม่เกิดจากกรรมที่มีเหตุ ๒]
มติของพระติปิฏกจูฬนาคเถระ
๓๘๔. อสงฺขารมสงฺขารํ สสงฺขารมฺปิ เทติ หิ
สสงฺขารมสงฺขารํ สสงฺขารํ ผลํ ตถา.
“กรรมที่เป็นอสังขาร ย่อมให้ผลที่เป็นอสังขารและสสังขาร เช่นเดียวกันนี้ กรรมที่เป็นสสังขาร ย่อมให้ผลที่เป็นอสังขารและสสังขาร”
เจตนาดวงหนึ่งก่อให้เกิดวิปากจิต ๑๖ ดวง
๓๘๕. เอกาย เจตนาเยตฺถกุสลสฺส จ โสฬส
วิธา วิปากจิตฺตานิ ภวนฺตีติ ปกาสเย.