“บัณฑิตพึงแสดงว่าวิปากจิต ๑๖ ดวง [อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ มหาวิปากจิต๘ ] ย่อมเกิดขึ้นด้วยเจตนาหนึ่งในบรรดาเจตนาเหล่านี้”
การเกิดเวทนาตามอารมณ์และการกำหนดตทารัมมณจิต
๓๘๖. อารมฺมเณน โหเตว เวทนาปริวตฺตนํ
ตทารมฺมณจิตฺตมฺปิ ชวเนน นิยามิตํ.
“การเปลี่ยนแปลงแห่งเวทนา ย่อมมีด้วยอารมณ์นั่นเอง แม้ตทารัมมณจิตก็ถูกกำหนด ด้วยชวนจิต[ของพระอรหันต์ ส่วนของพระเสกขบุคคลและปุถุชนถูกกำหนดด้วยอารมณ์ที่ เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์]”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่า คำว่า “การเปลี่ยนแปลงแห่งเวทนา ย่อมมีด้วยอารมณ์นั่นเอง” หมายถึง กุศลวิบากสันตีรณจิต และตทารัมมณจิตก ล่าวคือกุศลวิบากสันตีรณจิต และตทารัมมณจิต ประกอบ ด้วยโสมนัสในอิฏฐารมณ์ และประกอบด้วยอุเบกขาในอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ ส่วนอกุศลวิบากสันตีรณจิต และตทารัมมณจิต ประกอบด้วยอุเบกขาอย่างเดียวในอนิฏฐารมณ์ และอนิฏฐมัชฌัตตารมณ์ แม้ทวิปัญจ-วิญญาณและสัมปฏิจฉนจิตก็ประกอบด้วยอุเบกขาเท่านั้นในอิฏฐารมณ์เป็นต้น กายวิญญาณประกอบด้วย สุขในอิฏฐารมณ์เป็นต้น และประกอบด้วยทุกข์ในอนิฏฐารมณ์เป็นต้น คำว่า “แม้ตทารัมมณจิตก็ถูกกำหนดด้วยชวนจิต” หมายถึงกุศลชวนจิตมีรายละเอียดดังนี้ คือ โสมนัสตทารมณ์ ๕ ดวงที่เป็นกุศลวิบาก ย่อมเกิดต่อจากโสมนัสกุศลชวนะ ในอิฏฐารมณ์ อุเบกขาตทารมณ์ ๕ ดวงที่เป็นกุศลวิบาก ย่อมเกิดต่อจากอุเบกขากุศลชวนะ ในอิฏฐ-มัชฌัตตารมณ์ (ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะกล่าวไว้โดยย่อว่า ตทารมณ์ที่เป็นโสมนัสและอุเบกขา ย่อม เกิดต่อจากโสมนัสชวนะ ตทารมณ์ที่เป็นโสมนัสและอุเบกขา ย่อมเกิดต่อจากอุเบกขาชวนะ และอุเบกขา-ตทารมณ์เท่านั้นย่อมเกิดต่อจากโทมนัสชวนะ) โสมนัสตทารมณ์ที่เป็นอเหตุกกุศลวิบาก ย่อมเกิดต่อจากโสมนัสชวนะที่เป็นโลภมูลจิตใน อิฏฐารมณ์ อุเบกขาตทารมณ์ที่เป็นอเหตุกกุศลวิบาก ย่อมเกิดต่อจากอุเบกขาชวนะที่เป็นโลภมูลจิต