Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 166 | >>

นั้นค รั้นภวังค์ถูกมโนธาตุนั้น[ ปัญจทวาราวัชชนจิต] ตัดกระแสแล้ว ในขณะที่วิถีจิตมีจักขุ-วิญญาณวิถีเป็นต้นเกิดแล้วถ้ากามาวจรจิตดวงที่ ๑เ ป็นชวนจิตเ มื่อกุศลจิตดวงที่ ๑แ ล่นไป ๗ค รั้งแล้วดับลง วิปากจิตที่ีมีชื่อว่า ตทารมณ์ อันเสมอกับ[กามาวจรกุศล]จิตนั้นย่อมเกิด ขึ้นรับเอาอิฏฐารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ และได้ชื่อว่ามูลภวังค์ เพราะเสมอกับปฏิสนธิจิต[โดย การเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบกับปัญญา ไม่มีสังขาร] ความจริงแล้วจิตที่นับ[ว่าเป็นวิบาก] มี ๔ ดวง คือ ตทารัมมณจิต[ที่เกิดร่วมกับ โสมนัสเวทนา ประกอบกับปัญญา ไม่มีสังขาร] สันตีรณจิต[ที่เป็นโสมนัสกุศลวิบาก] จักขุ-วิญญาณจิต[ที่เป็นกุศลวิบาก] และสัมปฏิจฉนจิต[ที่เป็นกุศลวิบาก]”

[ตทารัมมณจิตที่เสมอกับปฏิสนธิจิตโดยเวทนา ญาณ และสังขาร ชื่อว่ามูลภวังค์ (ภวังค์ เดิม) อนึ่ง คัมภีร์นี้แสดงภวังค์ ๓ ประเภท คือ

๑. มูลภวังค์ คือ ตทารมณ์หรือภวังค์ที่เกิดต่อจากกุศลชวนะ อันมีเวทนา ญาณ
และสังขารเสมอกับปฏิสนธิจิต
๒. อาคันตุกภวังค์ คือ ตทารมณ์หรือภวังค์ที่มีเวทนา ญาณ และสังขารไม่เสมอกับ
ปฏิสนธิจิต
๓. ปิฏฐิภวังค์ ตทารมณ์หรือภวังค์ที่มีเวทนาไม่เสมอกับปฏิสนธิจิต หรือตทารมณ์
หรือภวังค์ที่เกิดต่อจากอกุศลชวนะ อันมีเวทนาไม่เสมอกับปฏิสนธิจิต]
๓๙๓. ยทา หิ ทุติยํ จิตฺตํ กุสลํ ชวนํ ตทา
เตน ตุลฺยวิปากมฺปิ ตทารมฺมณกํ สิยา.
๓๙๔. สนฺธิยา อสมานตฺตา เทฺว นามานิสฺส ลพฺภเร
“อาคนฺตุกภวงฺคนฺ”ติ “ตทารมฺมณกนฺ”ติ จ.

“เมื่อกุศลจิตดวงที่ ๒ เป็นชวนะ แม้วิปากจิตที่เสมอกับกุศลจิตนั้นก็พึงเป็นตทา-รัมมณจิต วิปากจิตนี้ย่อมได้ชื่อ ๒ อย่างว่า อาคันตุกภวังค์ และตทารมณ์ เพราะไม่เสมอกับ ปฏิสนธิจิต”

[โสมนัสตทารมณ์ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อจากโทมนัสชวนะแก่ผู้ถือปฏิสนธิด้วยโสมนัส อุเบกขา-

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka