๔๐๒. เวทนายาสมานตฺตา อจฺจนฺตํ ปุริเมหิ ตุ
โหนฺติ ปิฏฺฐิภวงฺคานิ จตฺตารีติ จ นามโต.
๔๐๓. ปญฺจิมานิ วิปากานิ ปุริเมหิ จ สตฺตหิ
สทฺธึ ทฺวาทส ปากานิ ภวนฺตีติ วินิทฺทิเส.
“ในกาลใด อิฏฐมัชฌัตตารมณ์ย่อมมาปรากฏทาง[จักขุ]ทวารเหมือนอย่างนั้น ใน กาลนั้น [โสมนัส]เวทนาย่อมเปลี่ยนแปลง[เป็นอุเบกขาเวทนา] ด้วยอำนาจของอารมณ์ใน อิฏฐมัชฌัตตารมณ์นี้ ตามนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้ว ดังนั้น สันตีรณจิตจึงเกิดร่วมกับอุเบกขา เมื่อชวนจิตที่ประกอบกับอุเบกขาทั้ง ๔ แล่นไป มหาวิปากจิต ๔ ที่เสมอกับชวน-จิตเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น[โดยความเป็นตทารมณ์] จิต ๔ ดวงนี้ [อุเบกขามหาวิปากจิตที่ทำ หน้าที่ตทารมณ์] ย่อมได้ชื่อว่า ปิฏฐิภวังค์ (ภวังค์นอก) เพราะต่างจากปฏิสนธิจิต[ที่ประกอบ กับโสมนัส]และ[ตทารัมมณ]จิตดวงก่อน[ที่ประกอบกับโสมนัสเกิดต่อจากโสมนัสชวนจิต] โดย เวทนา บัณฑิตพึงแสดงว่า วิปากจิต ๕ ดวงนี้ [อุเบกขาสันตีรณจิต ๑ อุเบกขามหาวิปาก-จิต ๔] รวมเป็น ๑๒ ดวงพร้อมทั้งวิปากจิต ๗ [กุศลวิบากจักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉนจิต โสมนัสสันตีรณจิต โสมนัสมหาวิปากจิต ๔]”
[วิปากจิต ๑๒ ดวง คือ กุศลวิบากจักขุวิญญาณ ๑ กุศลวิบากสัมปฏิจฉนจิต ๑ สันตีรณจิต ๒ มหาวิปากจิต ๘ ฎีกาเก่าอธิบายว่า มหาวิบากอุเบกขาสหคตจิต ๔ ดวง แม้ทำหน้าที่ตทารมณ์ต่อจากอุเบกขา-ชวนะ ในจักขุทวารวิถีที่มีมหากุศลอุเบกขาชวนะแก่บุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยกามติเหตุกโสมนัส ก็ได้ชื่อว่า ปิฏฐิภวังค์ เพราะมีเวทนาไม่เสมอกับโสมนัสปฏิสนธิ และโสมนัสตทารมณ์ที่เกิดต่อจากมหากุศลโสมนัส-ชวนะแก่บุคคลนั้น นอกจากนี้ ยังได้ชื่อว่า อาคันตุกภวังค เพราะไม่เสมอกับปฏิสนธิโดยสัมปยุตตธรรม สังขาร และสัมปยุตตธรรมพร้อมทั้งสังขาร ดังนั้น มหาวิบากอุเบกขาสหคตจิต ๔ ดวงซึ่งทำหน้าที่ ตทารมณ์ต่อจากมหากุศลอุเบกขาชวนะ จึงได้ชื่อ ๓ อย่าง คือ ตทารมณ์ อาคันตุกภวังค์ และปิฏฐิ-ภวังค์ อีกนัยหนึ่ง มหาวิบากอุเบกขาตทารัมมณจิต ๔ ดวงซึ่งเกิดต่อจากมหากุศลอุเบกขาชวนะ