“เมื่อกรรมถูกสั่งสมด้วย[โสมนัส]กุศลจิตที่เป็นสสังขาริกติเหตุกะและอุเบกขากุศล-จิตที่เป็นอสังขาริกและสสังขาริก พึงทราบนัยเดียวกันนี้ในปฏิสนธิที่ได้รับจากวิปากจิต ๓ เหล่านั้นเหมือนกัน [ติเหตุกโสมนัสสสังขาริกวิปากจิต ๑ ติเหตุกอุเบกขาอสังขาริกจิต ๑ ติเหตุกอุเบกขาสสังขาริกจิต ๑]”
๔๐๙. ปฐมํ อิฏฺฐมชฺฌตฺต- โคจรสฺส วเสนิธ
ปวตฺตึ ปน ทสฺเสตฺวา อุเปกฺขาสหิตทฺวเย.
๔๑๐. ทสฺเสตพฺพาถ ปจฺฉา ตุ อิฏฺฐสฺมึ โคจเร อิธ
เอเกกสฺมึ ปน ทฺวาเร ทฺวาทส ทฺวาทเสว ตุ.
“อนึ่ง ในปฏิสนธิจิตที่ประกอบกับอุเบกขา ๒ ดวงนี้ บัณฑิตพึงแสดงความเป็นไป [แห่งวิปากจิต]เมื่อมีอารมณ์เป็นอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ก่อน ต่อมาจึงแสดงความเป็นไป[แห่ง วิปากจิต]ใน[อติ]อิฏฐารมณ์ วิปากจิต ๑๒ ดวงย่อมมีในทวารหนึ่งๆ”
[คันถรจนาจารย์ได้แสดงการเกิดขึ้นของกุศลชวนจิตในอติอิฏฐารมณ์ทางจักขุทวารวิถีของ ผู้ถือปฏิสนธิด้วยติเหตุกโสมนัสกามาวจรวิปากจิตก่อน แล้วแสดงการเกิดขึ้นของวิปากจิตในอิฏฐ-มัชฌัตตารมณ์ ฉันใด บัณฑิตพึงแสดงการเกิดขึ้นของวิปากจิตในอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ทางจักขุทวารวิถี ของผู้ถือปฏิสนธิด้วยติเหตุกอุเบกขากามาวจรวิปากจิตก่อน แล้วแสดงความเป็นไปแห่งวิปากจิตใน อิฏฐารมณ์ ฉันนั้น ฎีกาใหม่อธิบายเรื่องนี้ว่า วิปากจิตในทวารหนึ่งมี ๑๒ ดวงทางปัญจทวารมีจักขุทวารวิถีเป็นต้น วิปากจิต ๖๐ ดวง จึงเกิดขึ้นทางปัญจทวารวิถีของผู้ถือปฏิสนธิด้วยติเหตุกอุเบกขากามาวจรวิปากจิต วิปากจิต ๑๐ ดวง คือ สันตีรณจิต ๒ มหาวิปากจิต ๘ ย่อมเกิดขึ้นทางมโนทวารของผู้ถือ ปฏิสนธิด้วยติเหตุกโสมนัสกามาวจรวิปากจิต เมื่อรวมกับวิปากจิต ๖๐ ดวงนั้น ก็เป็นวิปากจิต ๗๐ ดวง ย่อมเกิดขึ้นในวิถีจิตทั้ง ๖ ของผู้ถือปฏิสนธิด้วยติเหตุกโสมนัสกามาวจรวิปากจิต ในกรณีเดียวกัน วิปากจิต ๗๐ ดวงย่อมเกิดขึ้นในวิถีจิตทั้ง ๖ ของผู้ถือปฏิสนธิด้วยติเหตุก-อุเบกขากามาวจรวิปากจิตเช่นเดียวกัน]
๔๑๑. คหิตาคหเณเนตฺถ ปากจิตฺตานิ โสฬส
ปุพฺเพ วุตฺตนเยเนว เญยฺยํ สพฺพมเสสโต.