๔๑๗. เตน ตุเลฺยน ปาเกน คหิตา ปฏิสนฺธิ เจ
อิฏฺเฐ อารมฺมเณ จกฺขุ-ทฺวาเร อาปาถมาคเต.
๔๑๘. โสมนสฺสยุเต ญาณ- หีเน กุสลมานเส
สตฺตกฺขตฺตุํ ชวิตฺวาน คเต ตสฺมึ ทุเหตุเก.
๔๑๙. ตเทวารมฺมณํ กตฺวา ชายเต ตทนนฺตรํ
ตํสริกฺขกเมกํ ตุ อสงฺขาริกมานสํ.
“ในเรื่องนี้ เมื่อกรรมถูกสั่งสมด้วยโสมนัสอสังขาริกจิตที่เป็นทวิเหตุกกุศล ถ้าบุคคล ใดถือเอาปฏิสนธิด้วยวิปากจิต [โสมนัสญาณวิปปยุตตอสังขาริกจิต] อันเสมอกับจิตนั้น [ทวิ-เหตุกโสมนัสอสังขาริกจิต] เมื่อ[อติ]อิฏฐารมณ์มาปรากฏทางจักขุทวารของบุคคลนั้น ครั้น โสมนัสมหากุศลญาณวิปปยุตตจิตแล่นไป ๗ ครั้งแล้วดับลง [โสมนัสญาณวิปปยุตต]อสังขาริก-จิตที่เสมอกับชวนจิตนั้น ย่อมเกิดขึ้นรับเอา[อติ]อิฏฐารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ต่อจากชวนจิต”
[กรรมที่ให้ผลปฏิสนธิแก่บุคคลนั้นในที่สุดต่อจากติเหตุกชวนะ ไม่สามารถให้ผลเป็นติเหตุก-วิบากได้ ดังนั้น ทวิเหตุกตทารมณ์จึงเกิดขึ้น เพราะไม่เกิดติเหตุกตทารมณ์ และเพราะชวนะเป็นทวิเหตุกะ โดยความเป็นเหตุที่เสมอกับกรรม]
๔๒๐. ตํ หิ มูลภวงฺคนฺติ ตทารมฺมณมิจฺจปิ
อุภยมฺปิ จ ตสฺเสว นามนฺติ ปริทีปิตํ.
“โดยความจริงแล้ว จิตดังกล่าว [ทวิเหตุกอสังขาริกจิต] ชื่อว่า มูลภวังค์ และตทา-รมณ์ ชื่อทั้งสองนี้แสดงว่าเป็นชื่อของทวิเหตุกอสังขาริกจิตนั้น”
๔๒๑. ทุเหตุกสสงฺขาเร ชวิเตปิ จ ตํสมํ
โหตาคนฺตุกสงฺขาตํ ตทารมฺมณมานสํ.
“อนึ่ง เมื่อทวิเหตุกสสังขาริกกุศลแล่นไปแล้ว ตทารัมมณจิต [ทวิเหตุกโสมนัส-สสังขาริกวิปากจิต] ที่เรียกว่า อาคันตุกภวังค์ อันเสมอกับจิตนั้น ย่อมเกิดขึ้น”
๔๒๒. ตเถว จ ทุเหตูนํ อิฏฺฐมชฺฌตฺตโคจเร
ทฺวินฺนํ อุเปกฺขายุตฺตานํ ชวนานมนนฺตรํ.