“วิปากจิต ๘ ดวงโดยไม่รวมเอาวิปากจิตที่ถือเอาแล้วในวิปากจิตเหล่านี้ นับเป็น ๑๒ ดวงพร้อมด้วยโสตวิญญาณและฆานวิญญาณเป็นต้น”
๔๒๗. เอกาย เจตนาเยวํ กมฺเม อายูหิเต ปน
ทฺวาทเสว วิปากานิ ภวนฺตีติ ปกาสิตํ.
“พระศาสดาทรงแสดงว่า เมื่อ[กุศล]กรรมถูกสั่งสมด้วย[ทวิเหตุกอุกกัฏฐะ]เจตนา เดียวอย่างนี้ ย่อมให้ผลเป็นวิปากจิต ๑๒ ดวง [อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ มหาวิบากญาณวิปปยุตต-จิต ๔]”
๔๒๘. ทุเหตุกตฺตเยนาปิ เสเสน สทิเสน ตุ
ปาเกนาทินฺนสนฺธิโน อยเมว นโย มโต.
“พึงทราบปฏิสนธิที่เป็นชนิดทวิเหตุ [โสมนัสญาณวิปปยุตตสสังขาริกวิปากจิต ๑ อุเบกขาญาณวิปปยุตอสังขาริกวิปากจิต ๑ อุเบกขาญาณวิปปยุตตสสังขาริกวิปากจิต ๑] ย่อม เกิดจากกุศลกรรมที่เป็นทวิเหตุกะ [โสมนัสญาณวิปปยุตตสสังขาริกกุศลจิต ๑ อุเบกขาญาณ-วิปปยุตอสังขาริกกุศลจิต ๑ อุเบกขาญาณวิปปยุตตสสังขาริกกุศลจิต ๑] นอกจากทวิเหตุจิต ที่กล่าวมาแล้ว”
๔๒๙. ทุเหตุเกน กมฺเมน ปฏิสนฺธิ ทุเหตุกา
โหตีติปิ อยํ วาโร วุตฺโต เอตฺตาวตา มยา.
“วาระนี้ว่า ปฏิสนธิที่เป็นชนิดทวิเหตุกะ ย่อมเกิดจาก[กุศล]กรรมที่เป็นทวิเหตุกะ ข้าพเจ้ากล่าวแล้วด้วยคำเพียงเท่านี้”
การเกิดอเหตุกปฏิสนธิด้วยทวิเหตุกกรรมอย่างอ่อน
๔๓๐. ทุเหตุเกน กมฺเมน ปฏิสนฺธิ อเหตุกา
โหตีติ จ อยํ วาโร อนุปุพฺเพน อาคโต.
“วาระนี้ว่าป ฏิสนธิที่เป็นชนิดอเหตุกกุศลวิบาก ย่อมเกิดจาก[กุศล]กรรมที่เป็นทวิ-เหตุกโอมกะ มาถึงตามลำดับแล้ว”