๔๔๓. อเหตุปฏิสนฺธิสฺส น ตทารมฺมณํ ภเว
ทุเหตุกํ ติเหตุํ วา ทุเหตุปฏิสนฺธิโน.
“ตทารมณ์ที่เป็นทวิเหตุกะ ไม่พึงมีแก่บุคคลผู้มีปฏิสนธิที่เป็นชนิดอเหตุกอกุศลวิบาก ตทารมณ์ที่เป็นติเหตุกะ ไม่พึงมีแก่บุคคลผู้มีปฏิสนธิที่เป็นชนิดทวิเหตุกะ”
๔๔๔. ชาตา สุคติยํ เยน ปาเกน ปฏิสนฺธิ ตุ
เตน ตุลฺยมฺปิ หีนํ วา ตทารมฺมณกํ ภเว.
“ปฏิสนธิจิตพึงมีใน[กาม]สุคติภูมิด้วยวิบากใด ตทารัมมณจิตที่เหมือนกับวิบากนั้น หรือต่ำกว่า ย่อมมีได้”
๔๔๕. มนุสฺสโลกํ สนฺธาย วุตฺตญฺจาเหตุกฏฺฐกํ
จตูสุปิ อปาเยสุ ปวตฺเต ปน ลพฺภติ.
“ข้าพเจ้ากล่าวถึงอเหตุก[กุศล]วิปากจิต ๘ โดยหมายถึงมนุษย์โลก แต่จิตเหล่านี้ ย่อมปรากฏในปวัตติกาลในอบายภูมิได้บ้าง”
๔๔๖. เถโร เนรยิกานํ ตุ ธมฺมํ เทเสติ วสฺสติ
คนฺธํ วายุญฺจ มาเปติ ยทา เตสํ ตทา ปน.
๔๔๗. เถรํ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ ธมฺมํ คนฺธญฺจ ฆายตํ
ปิวตญฺจ ชลํ วายุํ ผุสตํ มุทุเมว จ.
๔๔๘. จกฺขุวิญฺญาณกาทีนิ ปุญฺญชาเนว ปญฺจปิ
สนฺตีรณทฺวยํ เอกา มโนธาตูติ อฏฺฐกํ.
“ในกาลใด พระ[โมคคัลลาน]เถระแสดงธรรมแก่สัตว์นรก ยังฝนให้ตก เนรมิตกลิ่น หอมและสายลม ในกาลนั้น [อเหตุกกุศลวิปาก]จิต ๘ ดวง คือวิญญาณจิตทั้ง๕มีจักขุ-วิญญาณเป็นต้นที่เกิดจากบุญสันตีรณจิต ๒ มโนธาตุ๑[ กุศลวิบากสัมปฏิจฉนจิต] ย่อมเกิด ขึ้นแก่สัตว์นรกเหล่านั้น เพราะเห็นพระเถระ ฟังธรรม สูดดมกลิ่นหอม ดื่มน้ำ และสัมผัส สายลมอ่อนๆ”