๕๑๗. มหาปากา น ชายนฺเต รูปารูปภวทฺวเย
กาเม รูเป ภเว เจว โหติ สนฺตีรณตฺตยํ.
“มหาวิปากจิต [๘] ย่อมไม่เกิดในรูปภูมิและอรูปภูมิทั้งสอง สันตีรณจิต๓เ กิดได้ใน กามภูมิและรูปภูมิเท่านั้น”
[มหาวิปากจิตทำหน้าที่ ๔อ ย่าง คือป ฏิสนธิภวังค์ จุติและตทารมณ์ ไม่เกิดในรูปภูมิและ อรูปภูมิเพราะจิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิภวังค์ และจุติในรูปภูมิและอรูปภูมิต้องเป็นรูปาวจรวิบากและ อรูปาวจรวิบากเท่านั้น และเพราะตทารมณ์ไม่เกิดขึ้นในรูปภูมิและอรูปภูมิ แม้อนิฏฐารมณ์จะไม่มีในพรหมโลก แต่พรหมอาจอยู่ในพรหมโลกแล้วแลเห็นอนิฏฐารมณ์ที่ ปรากฏในมนุษย์โลกได้ อกุศลวิปากจิตจึงเกิดแก่พรหมได้ในบางคราว ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าสันตีรณ-จิตทั้ง ๓ ดวงเกิดได้ในรูปภูมิ ซึ่งหมายถึงการทำหน้าที่สันตีรณกิจ ไม่ใช่การทำหน้าที่ตทารัมมณกิจ แม้คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ (ปริจเฉทที่ ๔ข้อ ๕๔) และคัมภีร์สัจจสังเขป (คาถา ๒๔๘) ก็อนุญาตการ เกิดขึ้นแห่งอกุศลวิบากในรูปภูมิไว้เช่นเดียวกัน]
การไม่เกิดตทารมณ์ในรูปภูมิและอรูปภูมิ
๕๑๘. ตทารมฺมณจิตฺตานิ ยานิ วุตฺตานิ สตฺถุนา
เตสุ จิตฺตํ ปเนกมฺปิ รูปารูปภวทฺวเย.
๕๑๙. น ตทารมฺมณํ หุตฺวา ปวตฺตติ กทาจิปิ
กสฺมา น โหติ เจ ตตฺถพีชสฺสาภาวโต ปน.
๕๒๐. ปฏิสนฺธิพีชํ นตฺเถตฺถ กามาวจรสญฺญิตํ
รูปาทิโคจเร ตสฺส ภเวยฺย ชนกํ ตุ ยํ.
“ตทารัมมณจิตแม้ดวงเดียวในจิตที่พระศาสดาตรัสไว้นั้นย่อมไม่เกิดเป็นตทารมณ์ ในรูปภูมิและอรูปภูมิทั้งสองในกาลใดๆ” ถามว่า : เหตุใดจึงไม่มีตทารัมมณจิตในภูมิเหล่านั้น ตอบว่า : เพราะไม่มีเหตุเกิดของตทารมณ์ ความจริงแล้วเหตุเกิดของตทารมณ์ คือป ฏิสนธิจิตพึงยังตทารมณ์ให้เกิดขึ้นใน