Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 196 | >>

เกิดตน และติดตามชวนจิตมีกุศลชวนะและอกุศลชวนะดวงที่สองเป็นต้นที่ชื่อว่ากามาวจร อันเป็นดวงเดียวกันกับชวนจิตมีกุศลชวนะและอกุศลชวนะดวงที่ ๑เ ป็นต้นนั้น” [คำว่าเ ป็นต้น หมายถึงอัพยากตจิตที่เป็นกิริยา]

การไม่เกิดตทารัมมณจิตต่อจากกามาวจรชวนะบางดวง

๕๒๕. กามาวจรธมฺมาปิ เย มหคฺคตโคจรา
หุตฺวา วตฺตนฺติ เต จาปิ อิทํ เนวานุพนฺธติ.

“กามาวจรธรรมเหล่าใดมีอารมณ์เป็นมหัคคตะและโลกุตตระ ตทารัมมณจิตนี้ย่อม ไม่เกิดต่อจากกามาวจรธรรมเหล่านั้น”

[คำว่า มหคฺคตโคจรา (มีอารมณ์เป็นมหัคคตะ) ยังหมายถึงโลกุตตระอีกด้วย ดังฎีกาใหม่ กล่าวว่า มหคฺคตาคฺคหเณน เจตฺถ โลกุตฺตรานมฺปิ สงฺคโห ทฏฺฐพฺโพ (อนึ่ง พึงทราบการรวบรวม โลกุตตระอีกด้วย มหคฺคต ศัพท์)]

๕๒๖. ปริตฺตารมฺมณตฺตา จ เอกนฺเตน ปนสฺส หิ
ตถาปริจิตตฺตา จ นานุพนฺธติ สพฺพทา.

“ถามว่า : เพราะเหตุใด ตอบว่า : เพราะตทารมณ์มีอารมณ์เป็นกามาวจรแน่นอน และเพราะไม่คุ้นเคย[ใน อารมณ์ดังกล่าว] ตทารัมมณจิตจึงติดตามไม่ได้”

๕๒๗. กึ เตน ยุตฺติวาเทน วุตฺตํ อฏฺฐกถาสุ ๘ หิ
ตทารมฺมณจิตฺตานิ เอกาทสปิ สพฺพโส.
๕๒๘. นามโคตฺตํ ปนารพฺภ ชวเน ชวิเตปิ จ
ตทารมฺมณํ น คณฺหนฺติ รูปารูปภเวสุ วา.

“ความชอบด้วยเหตุผลจะมีประโยชน์อะไรเล่า ดังจะเห็นได้ว่าในคัมภีร์อรรถกถา กล่าวว่า ตทารัมมณจิต ๑๑ ดวงทั้งหมดย่อมไม่รับเอาอารมณ์ของกามาวจรชวนจิตในขณะ ที่[กามาวจร]ชวนจิตแล่นไปโดยปรารภชื่อและโคตร (บัญญัติ) และในขณะที่[กามาวจร]ชวน-

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka