จิตแล่นไปในรูปภูมิและอรูปภูมิ”
[คัมภีร์สัมโมหวิโนทนี(หน้า ๑๖๗) กล่าวว่า ตทารัมมณจิต ๑๑ ดวงย่อมไม่เกิดต่อจากกามา-วจรชวนจิตไ ม่รับเอาอารมณ์ของจิตดังกล่าวในเวลาเหล่านี้ คือ
- เวลาที่กามาวจรชวนจิตรับเอาชื่อและโคตร (บัญญัติ) เป็นอารมณ์
- เวลาที่รับเอาพระไตรลักษณ์เป็นอารมณ์
- เวลาที่รับเอาวิปัสสนาที่มีกำลังคือวุฏฐานคามินีเป็นอารมณ์ (เวลาที่โคตรภูจิตรับเอา นิพพานเป็นอารมณ์)
- เวลาที่รับเอามหัคคตธรรมเป็นอารมณ์
- เวลาที่รับเอามิจฉัตตนิยตธรรม (ชวนะดวงที่ ๗ ของทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ และโทส-มูลจิต ๒ เจตสิก ๒๒) เป็นอารมณ์
- เวลาที่รับเอาสัมมัตตนิยตธรรม (มรรคจิต ๔ เจตสิก ๓๖) เป็นอารมณ์
- เวลาที่รับเอาโลกุตตรธรรม (โลกุตตรจิต ๘ เจตสิก ๓๖ นิพพาน) เป็นอารมณ์
- เวลาที่รับเอาอภิญญาเป็นอารมณ์
- เวลาที่รับเอาปฏิสัมภิทาญาณเป็นอารมณ์
- เวลาที่อารมณ์ไม่ปรากฏชัด
- เวลาที่เกิดกามาวจรชวนจิตในรูปภูมิและอรูปภูมิ] ๕๒๙. ยทา ปญฺญตฺติมารพฺภ ชวเน ชวิเตปิ วา ตถา วิปสฺสนายาปิ ลกฺขณารมฺมณาย จ.
“เมื่อใด ครั้น[กามาวจร]ชวนจิตแล่นไปโดยปรารภบัญญัติในกามภูมิเมื่อนั้น ตทา-รัมมณจิตย่อมไม่รับเอาอารมณ์ของชวนจิตนั้น แม้ในวิปัสสนาที่มีอารมณ์เป็นไตรลักษณ์ก็เช่นเดียวกัน”
๕๓๐. ตทารมฺมณา น ลพฺภนฺติ มิจฺฉตฺตนิยเตสุปิ
น โลกุตฺตรธมฺเมปิ อารพฺภ ชวเน คเต.
๕๓๑. ตถา มหคฺคเต ธมฺเม อารพฺภ ชวเน ปน
ปฏิสมฺภิทาญาณานิ อารพฺภ ชวิเตปิ จ.