๕๔๓. ธมฺมานํ กุสลาทีนํ กุสลาทิตฺตสาธโก
มูลฏฺโฐติ วทนฺเตวํ เอเก อาจริยา ปน.
“บางคน [พระเรวตเถระ] อ้างว่า สภาพใดย่อมให้สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้นแก่ กุศลธรรมเป็นต้น สภาพนั้นชื่อว่า มูลเหตุ”
๕๔๔. เอวํ สนฺเต ตุ เหตูนํ ตํสมุฏฺฐานรูปิสุ
เหตุปจฺจยตา เนว สมฺปชฺชติ กทาจิปิ.
“หากเป็นตามนี้ ความเป็นเหตุปัจจัยของเหตุทั้งหลายในรูปที่เกิดจากเหตุ ย่อม สำเร็จไม่ได้ในกาลใดๆ”
๕๔๕. น หิ เต ปน รูปานํ สาเธนฺติ กุสลาทิตํํ
น เตสํ ปน รูปานํ ปจฺจยา น จ โหนฺติ เต.
“ดังจะเห็นได้ว่า เหตุเหล่านั้น[มีอโลภเหตุเป็นต้น]ไม่ให้สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น แก่รูปทั้งหลาย แต่เหตุดังกล่าวเป็นปัจจัยแก่รูปได้โดยแท้”
๕๔๖. ตสฺมา หิ กุสลาทีนํ กุสลาทิตฺตสาธโก
มูลฏฺโฐติ น คนฺตพฺโพ วิญฺญุนา สมยญฺญุนา.
“ดังนั้นบัณฑิตผู้รอบรู้มติ[ของอาจารย์ผู้แตกฉานพระอภิธรรม]ควรทราบว่า สภาพ ของกุศลธรรมเป็นต้นที่ให้สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น ชื่อว่า มูลเหตุ”
๕๔๗. สุปฺปติฏฺฐิตภาวสฺส สาธเนนุปการโก
มูลฏฺโฐติ จ เหตูนํ วิญฺญาตพฺโพ วิภาวินา.
“บัณฑิตพึงทราบว่าสภาพที่เป็นอุปการะโดยให้สำเร็จความดำรงมั่นชื่อว่ามูลเหตุ ของเหตุทั้งหลาย”
[คำว่า เหตุใน เหตุปจฺจโย (ปัจจัยที่เป็นเหตุ) แสดงความหมายว่ามูลเหตุพระเรวตเถระ อธิบายว่า มูลเหตุ คือ การทำความเป็นกุศลเป็นต้นแห่งสัมปยุตตธรรมให้เกิดมีโดยความเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต หมายความว่า เหตุที่ทำให้เป็นกุศลเป็นต้นจัดเป็นมูลเหตุโดยจิตที่ประกอบด้วย