กุศลเหตุเป็นกุศลเพราะกุศลเหตุจิตที่ประกอบด้วยอกุศลเหตุเป็นอกุศลเพราะอกุศลเหตุจิตที่ประกอบ ด้วยอัพยากตเหตุเป็นอัพยากตเพราะอัพยากตเหตุ ท่านผู้แต่งคัมภีร์นี้ปฏิเสธความเห็นนั้นว่าไม่ถูกต้องโดยกล่าวว่า ความเป็นกุศล อกุศล หรือ อัพยากฤต มิใช่ขึ้นอยู่กับเหตุแต่เกิดจากโยนิโสมนสิการเป็นต้น หมายความว่ากุศลจิตเกิดจากการ ใส่ใจโดยแยบคาย อกุศลจิตเกิดจากการใส่ใจโดยไม่แยบคาย อัพยากฤตที่เป็นวิบากเกิดจากกุศลกรรม และอกุศลกรรม ส่วนอัพยากฤตที่เป็นกิริยาเกิดขึ้นได้เมื่อดำเนินไปในกระแสจิตของพระอรหันต์ (ยกเว้น อาวัชชนจิตทั้ง๒บุคคลอื่นก็ย่อมเกิดได้)ห รือเมื่อมีสภาวะไม่ให้ผล ดังนั้นมูลเหตุจึงไม่ควรเป็นเหตุ ที่ทำให้เป็นกุศลเป็นต้น นอกจากนั้นเ มื่อจิตทำให้เกิดรูป เจตสิกที่ประกอบกับจิตก็ชื่อว่ายังรูปให้เกิดขึ้นจัดว่ารูป เกิดขึ้นจากเหตุกุศลเหตุมีอโลภะเป็นต้นไม่อาจทำให้รูปที่เกิดจากกุศลเหตุนั้นเป็นกุศล แม้อกุศลเหตุ และอัพยากตเหตุก็ไม่อาจทำให้รูปที่เกิดจากเหตุเหล่านั้นเป็นอกุศลและอัพยากฤต ความจริงแล้วรูปเป็น อัพยากฤตตามสภาวะของตน ไม่ใช่เป็นอัพยากฤตเพราะเหตุโลภเหตุเป็นต้นเป็นเพียงเหตุเกิดของรูป ที่เกิดจากเหตุเท่านั้นดังพระพุทธดำรัสว่า เหตู เหตุสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย.๙
“เหตุทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดพร้อมกับเหตุและแก่รูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน โดย ความเป็นเหตุปัจจัย” ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงคัดค้านความเห็นของพระเรวตเถระ มิฉะนั้นแล้ว โลภเหตุเป็นต้นก็ไม่อาจ เป็นเหตุเกิดของรูปธรรมโดยความเป็นเหตุปัจจัยได้ ตามความเห็นของคัมภีร์นี้ซึ่งกล่าวตามอรรถกถาปัญจปกรณ์ มูลเหตุหรือเหตุธรรมมีโลภะ เป็นต้นคือ การยังสัมปยุตตธรรมให้ดำรงมั่นในอารมณ์ เหมือนรากไม้ยังต้นไม้ให้เจริญงอกงามมั่นคงบน แผ่นดินส่วนอเหตุกจิตที่ไม่มีเหตุปราศจากความดำรงมั่นในอารมณ์ เหมือนจอกแหนลอยบนผิวน้ำ๑๐]
ความเป็นอุปการะของเหตุ ๖
๕๔๘. กุสลากุสลา เหตู กฺริยาเหตู จ สพฺพโส
ธมฺมานํ สมฺปยุตฺตานํ ตํสมุฏฺฐานรูปินํ.