วิปากจิต ๕] ตามสมควรในภพเป็นต้น”
[ฎีกาใหม่อธิบายเพิ่มเติมว่า คำว่า “ตามสมควรในภพเป็นต้น” มีความหมายดังนี้ คือ
๑. กามปุญญาภิสังขาร คือ มหากุศลเจตนา ๘ ดวงเป็นปัจจัยแก่อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ ดวง
ในทุคติภูมิโดยความเป็นนานาขณิกกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยในปวัตติกาล
๒. กามปุญญาภิสังขารนั้นเป็นปัจจัยแก่วิปากจิต ๙ ดวง คือกุศลวิบากอุเบกขาสันตีรณจิต๑
มหาวิปากจิต ๘ ในสุคติภูมิที่เป็นโยนิ๔มีอัณฑชะเป็นต้น, คติ๒คือ เทวคติและมนุสสคติ,วิญญาณ-
ฐิติ๔มีนานัตตกายา นานัตตสัญญีเป็นต้น และสัตตาวาส ๔ มีนานัตตกายา นานัตตสัญญีเป็นต้น โดยความเป็นนานาขณิกกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยในปฏิสนธิกาล
๓. กามปุญญาภิสังขารนั้นเป็นปัจจัยแก่วิปากจิต ๑๖ ดวง คือ อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ มหา-วิปากจิต ๘ ในปวัตติกาล โดยความเป็นนานาขณิกกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย
๔. รูปปุญญาภิสังขาร คือรูปาวจรกุศลเจตนา ๕ เป็นปัจจัยแก่รูปาวจรวิปากจิต๕ใ น รูป-ภพ, โอปปาติกกำเนิด, เทวคติ, วิญญาณฐิติ ๓ อันได้แก่ นานัตตกายา เอกัตตสัญญี, เอกัตตกายา
นานัตตสัญญีและเอกัตตกายา เอกัตตสัญญีพร้อมทั้งสัตตาวาส ๔ คือวิญญาณฐิติ๓อ ย่างข้างต้น และอสัญญสัตว์พรหม ในปฏิสนธิกาล
๕. รูปปุญญาภิสังขารนั้นเป็นปัจจัยแก่วิปากจิต ๑๐ ดวง คืออ เ ห ตุกกุศลวิปากจิต๕อัน
ได้แก่ กุศลวิบากจักขุวิญญาณจิต๑กุศลวิบากโสตวิญญาณจิต๑กุศลวิบากสัมปฏิจฉนจิต๑สันตีรณ-
จิต ๒ และรูปาวจรวิปากจิต ๕ โดยความเป็นนานาขณิกกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยในปวัตติกาล]
การให้ผลของอปุญญาภิสังขาร
๕๘๒. กาเม อปุญฺญสงฺขาโร ภเว จตูสุ โยนิสุ
ตีสุ คตีสุ เอกิสฺสา วิญฺญาณฏฺฐิติยาปิ จ.
๕๘๓. สตฺตาวาเส ปเนกสฺมึ โหติ โส ปจฺจโย ทฺวิธา
สตฺตนฺนํ ปากจิตฺตานํ ปวตฺเต ปฏิสนฺธิยํ.
“อปุญญาภิสังขารนั้นเป็นปัจจัย ๒ อย่างแก่[อกุศล]วิปากจิต ๗ ดวงในกามภูมิ