แดดไว้ ครั้นจักขุนทรีย์เป็นต้นและกายประสาทอันตั้งอยู่ในร่างกายอันเป็นฐานะแห่งหทัยวัตถุ เสื่อมไป [ชวน]จิตที่อาศัยหทัยวัตถุย่อมเกิดขึ้นล ำ ดับนั้นจิตดังกล่าวย่อมรับเอากรรมที่เป็น กุศลหรืออกุศลซึ่งเคยเสพคุ้นมาก่อนเป็นอารมณ์ หรือรับเอากรรมนิมิตหรือคตินิมิตเป็นอารมณ์ แล้วเป็นไป ตัณหาย่อมทำ[ปฏิสนธิ]จิตนั้นที่ได้รับปัจจัยแล้วดำเนินไปอย่างนี้ให้น้อมไปในอารมณ์ ที่อวิชชาปกปิดโทษไว้ สังขารที่เกิดร่วมกันย่อมซัดจิตนั้นไป”
[ฎีกาใหม่กล่าวว่า กรรมและคตินิมิตย่อมปรากฏทางมโนทวารเท่านั้น กรรมนิมิตปรากฏ ทางทวารทั้ง๖ส่วนคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ (ปริจเฉทที่ ๕ข้อ ๙๐) กล่าวว่า กรรมนิมิตและคตินิมิต ย่อมปรากฏทางปัญจทวาร อารมณ์ทั้ง ๓ ชนิดย่อมปรากฏได้ทั้ง ๖ ทวาร]
๕๙๗. น มียมานํ ตณฺหาย ตํ สนฺตติวสา ปน
โอริมา ปน ตีรมฺหา อาลมฺภิตฺวาน รชฺชุกํ.
๕๙๘. มาติกาติกฺกโมเวตํ ปุริมํ ชหติ นิสฺสยํ
อปรํ กมฺมสมฺภูตํ ลมฺภิตฺวา วาปิ นิสฺสยํ.
๕๙๙. ตํ ปนารมฺมณาทีหิ ปจฺจเยหิ ปวตฺตติ
ปุริมํ วจนํ เอตฺถป จฺฉิมํ ปฏิสนฺธิ ตุ.
“จิตที่ถูกตัณหาน้อมไปด้วยอำนาจของการสืบต่อย่อมละหทัยวัตถุก่อนเหมือนการ โหนเชือกจากฝั่งนี้ข้ามร่องน้ำไป [ปฏิสนธิ]จิตนั้นย่อมยึดหน่วงหทัยวัตถุ [คือ อาศัยหทัยวัตถุเกิด] ที่เกิดจากกรรม อื่นบ้าง[ในปัญจโวการภูมิ]ไ ม่ยึดหน่วงบ้าง[ในจตุโวการภูมิ][ คือไ ม่อาศัยหทัยวัตถุเกิด] ย่อม ดำเนินไปด้วยปัจจัยทั้งหลายมีอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ในจิตเหล่านี้ จิตดวงแรกชื่อว่า จุติจิต จิตดวงหลังชื่อว่า ปฏิสนธิจิต”
[ฎีกาใหม่แสดงอุปมาว่า ภพก่อนเหมือนฝั่งนี้ ขันธ์ในภพก่อนเหมือนต้นไม้ที่อยู่ในฝั่งนี้ อารมณ์มีกรรมเป็นต้นเหมือนเชือก วิญญาณจิตเหมือนบุรุษ การน้อมไปสู่อารมณ์ของตัณหาเหมือนการ