ปัญญา และสังขาร เหมือนกุศลของตน สเหตุกวิปากจิต ๘ ดวงนี้ คือ จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบกับปัญญา ไม่มีสังขาร ดวงหนึ่ง จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบกับปัญญา มีสังขาร ดวงหนึ่ง จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ไม่ประกอบกับปัญญา ไม่มีสังขาร ดวงหนึ่ง จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ไม่ประกอบกับปัญญา มีสังขาร ดวงหนึ่ง จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบกับปัญญา ไม่มีสังขาร ดวงหนึ่ง จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบกับปัญญา มีสังขาร ดวงหนึ่ง จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบกับปัญญา ไม่มีสังขาร ดวงหนึ่ง จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบกับปัญญา มีสังขาร ดวงหนึ่ง จิตทั้ง ๘ ดวงนี้ ชื่อว่า สเหตุกมหาวิปากจิต”
ยถา ปนสฺสกุสลํ ทานาทิวเสน ฉสุอารมฺมเณสุปวตฺตติ,นอิทํ ตถา. อิทํ หิปฏิ-สนฺธิภวงฺคจุติตทารมฺมณวเสน ปริตฺตธมฺมปริยาปนฺเนสุเยว ฉสุอารมฺมเณสุปวตฺตติ.ส มฺปยุตฺต-ธมฺมานญฺจวิเสเส อสติปิ อาทาสตลาทีสุมุขนิมิตฺตํ วิยนิรุสฺสาหํ วิปากํ,มุขํ วิยส อุสฺสาหํ กุสลนฺติ เวทิตพฺพํ. อิเมสํ ปน วิปจฺจนฏฺฐานํ เวทิตพฺพํ. อิมานิ หิ ปฏิสนฺธิภวงฺคจุติตทา-รมฺมณานิหุตฺวา วิปจฺจนฺติ.
“วิปากจิตนี้ไม่เหมือนกับกุศลของวิปากจิตที่เป็นไปในอารมณ์ ๖ โดยเนื่องด้วยทาน เป็นต้น หมายความว่าวิปากจิตนี้ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๖อันนับเข้าในกามธรรมด้วยอำนาจ ของปฏิสนธิภวังค์ จุติและตทารมณ์ และแม้ไม่มีความต่างกันแห่งสัมปยุตตธรรม วิปากจิต ก็ไม่มีความขวนขวายเหมือนเงาหน้าในผิวกระจกเป็นต้นส่วนกุศลจิตมีความขวนขวายเหมือน ใบหน้า โปรดทราบสถานที่ให้ผลของวิปากจิตเหล่านี้ว่าวิปากจิตเหล่านี้ให้ผลเป็นปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ และตทารมณ์”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่า ความขวนขวายของกุศล คือ ความสามารถในการก่อให้เกิดวิบากใน กระแสจิตของผู้ที่ยังละอนุสัยคืออวิชชา ตัณหา และมานะไม่ได้ พร้อมทั้งความเป็นอาเสวนปัจจัย และ