๖๒๘. วตฺถุมาหารตา กาย- วจีวิญฺญตฺติโย ทุเว
อากาโส เจว รูปสฺสล หุตาทิตฺตยมฺปิ จ.
๖๒๙. อุปจโย สนฺตติรูปํ ชรตานิจฺจตาปิ จ
อุปาทาติ ปวุจฺจนฺติ อิมานิ จตุวีสติ.
“อุปาทายรูปมี ๒๔ อย่างเหล่านี้ คือ จักขุประสาท โสตประสาท ฆานประสาท ชิวหาประสาท กายประสาท รูปเ สียง กลิ่นร สอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หทัยวัตถุ อาหารรูป กายวิญญัติวจีวิญญัติอากาสรูป ความเบาของรูปเป็นต้น๓อ ย่าง การเกิดขึ้น ของรูป การดำเนินไปของรูป ความชราของรูป และความไม่เที่ยงของรูป”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่าใ น รูปนิเทศของคัมภีร์ธรรมสังคณี(หน้า ๑๘๑) พระผู้มีพระภาคทรงแสดง อาหารรูปไว้เป็นรูปสุดท้าย แต่ในที่นี้แสดงไว้ต่อจากหทัยวัตถุเพื่อแสดงกลุ่มนิปผันนรูปไว้ในที่เดียวกัน ลหุตารูปเป็นต้นเป็นอนิปผันนรูปจึงเพิ่มคุณศัพท์ว่ารูปสฺส (ของรูป) เพื่อแสดงว่ารูปเหล่านี้ เป็นอาการเปลี่ยนแปลงของนิปผันนรูป]
ความหมายของอุปาทายรูป
๖๓๐. มหาภูตานิ นิสฺสาย อมุญฺจิตฺวา ปวตฺติโต
อุปาทารูปมิจฺจาห นิรุปาทานมานโส.
“พระผู้มีพระภาคผู้มีพระทัยไร้อุปาทาน ได้ตรัสชื่อว่า อุปาทายรูป เพราะอาศัย มหาภูตรูปเกิดแน่นอน”
ความหมายของธาตุ ๔
๖๓๑. ปถวี ปตฺถฏตฺตา จ วาโย วายนโต ภเว
เตโช เตเชติ รูปานิ อาโป อาเปติ ปาลนา.
“ชื่อว่า ปฐวี เพราะสภาพใหญ่โต ชื่อว่า อาโป เพราะสภาพแผ่ไปจนถึงรูปที่ควรรักษา ชื่อว่า เตโช เพราะสภาพทำให้ร้อน