“ในจักขุนิเทศนั้น พระพุทธองค์ตรัสจักษุไว้ ๒ ประการ โดยจำแนกเป็นปัญญา-จักษุและมังสจักษุ อนึ่งใ น จักษุเหล่านั้นปัญญาจักษุมี๕ชื่อคือพุทธจักษุธรรมจักษุสมันตจักษุ ญาณจักษุและทิพยจักษุ เชิญท่านทั้งหลายสดับความต่างกันของจักษุเหล่านั้นตามลำดับจากข้าพเจ้า”
ปัญญาจักษุ ๕ ประเภท
๖๓๗. อาสยานุสเย ญาณํ อินฺทฺริยานํ ปโรปเร
พุทฺธจกฺขุนฺติ นิทฺทิฏฺฐํ มุนินา โลกจกฺขุนา.๑๒
“พระมุนีผู้เปรียบดั่งจักษุของชาวโลกตรัสว่าพุทธจักษุคือ ญาณรู้เห็นอัธยาศัยและ อนุสัย (อาสยานุสยญาณ) พร้อมทั้งญาณรู้อินทรีย์์[มีศรัทธาเป็นต้น]ของสัตว์ที่แก่กล้าและ ยังไม่แก่กล้า( อินทริยปโรปริยัตติญาณ)”
[อาสยานุสยญาณ คือ ญาณรู้เห็นความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายว่า ผู้นี้ควรจะแสดงธรรม บทใดจึงจะให้เหมาะแก่จริตของสัตว์นั้น]
๖๓๘. เหฏฺฐามคฺคตฺตเย ญาณํ ธมฺมจกฺขุนฺติ สญฺญิตํ
เญยฺยํ สมนฺตจกฺขุนฺติ ญาณํ สพฺพญฺญุตา ปน.
“ธรรมจักษุ คือ ญาณในมรรค ๓ เบื้องต่ำ สมันตจักษุ คือ พระสัพพัญญุตญาณ[ที่รู้เห็นเญยยธรรมทั้ง ๕]”
๖๓๙. ยํ “จกฺขุํ อุทปาที”ติ ๑๓ อาคตํ ญาณจกฺขุ ตํ
อภิญฺญาจิตฺตชา ปญฺญา ทิพฺพจกฺขุนฺติ วุจฺจติ.
“ญาณจักษุคือ ญาณที่ตรัสไว้[ในพระบาลี]ว่าจ กฺขุํ อุทปาทิ(ดวงตาได้เกิดขึ้นแล้ว) ทิพยจักษุ คือ ญาณที่เกิดในอภิญญาจิต”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่าจักษุ๓อันได้แก่ พุทธจักษุสมันตจักษุและญาณจักษุโดยองค์ธรรม คือ กามาวจรปัญญาที่เกิดพร้อมกับกามาวจรญาณสัมปยุตตจิต ๔, ธรรมจักษุคือปัญญาที่ประกอบกับ