๖๔๖. กายจกฺขุปสาทาติ สมฺภารา โหนฺติ จุทฺทส
ตถา วิตฺถารโต เจตํ จตสฺโส จาปิ ธาตุโย.
๖๔๗. วณฺโณ คนฺโธ รโส โอชา สณฺฐานสมฺภโว ตถา
ทเสเต จตุสมุฏฺฐานา จตฺตาลีส ภวนฺติ เต.
๖๔๘. จกฺขุ กายปฺปสาโท จ ภาโว ชีวิตเมว จ
จตฺตาฬีสญฺจ รูปานิ จตฺตาริ ตุ ภวนฺติ หิ.
“รูปที่เป็นส่วนประกอบของสสัมภารจักษุมี๑๔ คือสีกลิ่น รส โอชา มหาภูตรูป ๔ ภาวรูป อาโปธาตุที่เป็นน้ำสัมภวะ (น้ำเชื้อ) สีที่รู้โดยความเป็นสัณฐาน ชีวิตรูป กาย-ประสาทและจักขุประสาท โดยพิสดารมี๔๐ คือ มหาภูตรูป๔สีกลิ่น รส โอชา สีที่รู้โดยความเป็นสัณฐาน อาโปธาตุที่เป็นน้ำสัมภวะ รูป ๑๐ อย่างนี้มีสมุฏฐาน ๔ จึงรวมเป็นรูป ๔๐ รูปเหล่านี้ คือจักขุประสาท กายประสาท ภาวรูปชีวิตรูป และรูปทั้ง ๔๐ รวมเป็น รูปทั้งหมด ๔๔”
[ท่านกล่าวถึงรูปที่เป็นส่วนประกอบของสสัมภารจักษุ๑๔ อย่าง โดยนับอิตถีภาวรูปและ ปุริสภาวรูปไว้เป็นภาวรูปอย่างเดียว เพราะภาวรูปทั้งสองไม่มีในบุคคลคนเดียว กล่าวคืออิตถีภาวรูป มีในสตรีเท่านั้นไ ม่มีในบุรุษปุริสภาวรูปก็มีในบุรุษเท่านั้น ไม่มีในสตรี ฎีกาใหม่อธิบายว่าสีแสดงไว้แล้วในรูปหรือรูปารมณ์ สัมภวะก็แสดงไว้แล้วในอาโปธาตุของ มหาภูตรูป ๔ การกล่าวสีและสัมภวะซ้ำอีก มีประโยชน์เพื่อความต่างกันของสีและสัมภวะซึ่งปรากฏ ในดวงตาตามระยะกาลนั้นๆ]
๖๔๙. อิเมสํ ปน รูปานํ วเสน ปริปิณฺฑิตํ
อิทํ สมฺภารจกฺขุนฺติ ปณฺฑิเตหิ ปกาสิตํ.
“อนึ่งจักษุที่รวมกันด้วยอำนาจของรูปที่เป็นส่วนประกอบเหล่านี้ บัณฑิตทั้งหลาย แสดงว่าเป็นสสัมภารจักษุ”