จักขุประสาท
๖๕๐. โย ปเนตฺถ สิโต อตฺถิ ปริพนฺโธ ปริตฺตโก
จตุนฺนํ ปน ภูตานํ ปสาโท กมฺมสมฺภโว.
๖๕๑. อิทํ ปสาทจกฺขุนฺติ อกฺขาตํ ปญฺจจกฺขุนา
ตเทตํ ตสฺส มชฺเฌ ตุ สสมฺภารสฺส จกฺขุโน.
๖๕๒. เสเตน มณฺฑเลนสฺสป ริกฺขิตฺตสฺส สพฺพโส
กณฺหมณฺฑลมชฺเฌ วา นิวิฏฺเฐ ทิฏฺฐมณฺฑเล.
๖๕๓. สนฺธารณาทิกิจฺจาหิ ธาตูหิ จ จตูหิปิ
กตูปการํ หุตฺวาน อุตุจิตฺตาทินา ปน.
๖๕๔. อุปตฺถมฺภิยมานํ ตํ อายุนา กตปาลนํ
วณฺณคนฺธรสาทีหิ รูเปหิ ปริวาริตํ.
๖๕๕. จกฺขุวิญฺญาณกาทีนํ วตฺถุทฺวารญฺจ สาธยํ
อูกาสิรสมาเนน ปมาเณเนว ติฏฺฐติ.
“จักขุประสาทคือ ความใสแห่งมหาภูตรูปทั้ง๔อันเกิดจากกรรม มีขนาดเล็กซึ่ง อาศัยเนื่องอยู่ในสสัมภารจักษุอันพระผู้มีพระภาคผู้ทรงจักษุ๕ต รัสไว้ จักขุประสาทนั้นดำรงอยู่ในที่เห็นรูปได้กลางแววตาดำอันมีตาขาวแวดล้อมอยู่ ตรงกลางตาเนื้อไ ด้รับการอุปการะจากธาตุทั้ง๔ด้วยหน้าที่มีการทรงไว้เป็นต้นมีอุตุและ จิตเป็นต้นอุปถัมภ์อยู่ ชีวิตรูปกระทำการคุ้มครองไว้ ถูกแวดล้อมด้วยรูปคือสีกลิ่น และรส เป็นต้นย่อมให้สำเร็จความเป็นที่อาศัยและทวารของจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น ดำรงอยู่โดยมี ขนาดเท่าหัวเล็น”
[คำว่า“ ถูกแวดล้อมด้วยรูปคือสีกลิ่น และรส เป็นต้น” แสดงรูปกลาปที่เกิดร่วมกับจักขุ-ประสาท คือจักขุทสกกลาปที่มีจำนวนรูป๑ ๐มีจักขุประสาทเป็นประธาน ได้แก่ อวินิพโภครูป๘ชีวิต-รูป ๑ จักขุประสาท ๑ แม้โสตทสกกลาป ฆานทสกกลาป ชิวหาทสกกลาป และกายทสกกลาป ก็ เช่นเดียวกัน]