มาก ชื่อว่า โสตะ ฆานะ ชิวหา และกายะอื่น’”
๖๕๙. เต ปเนวํ ตุ วตฺตพฺพา “สุตฺตํ อาหรถา”ติ หิ
สุตฺตเมว จ เต อทฺธา น ทกฺขิสฺสนฺติ กิญฺจิปิ.
“ควรถามพวกเขาอย่างนี้ว่า ท่านจงนำพระสูตรมาอ้างอิงเถิด พวกเขาย่อมไม่พบ พระสูตรใดๆ เป็นแน่”
๖๖๐. วิเสเส สติ ภูตานํ ปสาโท หิ กถํ ภเว
สมานานํ หิ ภูตานํ ปสาโท ปริทีปิโต.
“โดยแท้จริงแล้วเ มื่อมีความต่างกันแห่งมหาภูตรูป ความใสจะมีได้อย่างไร เพราะ โบราณาจารย์กล่าวถึงความใสแห่งมหาภูตรูปที่เสมอกันเท่านั้น”
๖๖๑. ตสฺมา นิสฺสยภูตานํ จตุนฺนํ สพฺพโส ปน
ปหาเยว ปเนเตสํ วิเสสปริกปฺปนํ.
๖๖๒. เญยฺยา กมฺมวิเสเสน ปสาทานํ วิเสสตา
น หิ ภูตวิเสเสน โหติ เตสํ วิเสสตา.
“ดังนั้นจึงควรทราบความต่างกันของปสาทรูปด้วยกรรมเฉพาะ โดยไม่เกี่ยวกับการ ดำริความต่างกันของมหาภูตรูปทั้งสี่อันเป็นที่อาศัยโดยสิ้นเชิง เพราะความต่างกันของปสาท-รูปเหล่านั้นมีไม่ได้ด้วยความต่างกันของมหาภูตรูป”
๖๖๓. เอวเมเตสุ จกฺขุญฺจ โสตํ อปตฺตคาหกํ
เสสํ ตุ ปน ฆานาทิตฺ-ต ยํ สมฺปตฺตคาหกํ.
“ในบรรดาปสาทรูปเหล่านี้ จักขุประสาทและโสตประสาทรับเอาอารมณ์ที่ยังมาไม่ ถึง [อสัมปัตตโคจรัคคาหกรูป] ฆานประสาทเป็นต้นสามอย่างอื่น[จนถึงกายประสาท]รับเอาอารมณ์ที่มาถึงแล้ว [สัมปัตตโคจรัคคาหกรูป]”
ความหมายและลักษณะเป็นต้นของโคจรรูป
รูปนฺติรูปยตีติรูปํ.ว ณฺณวิการมาปชฺชมานํ หทยงฺคตภาวํ ปกาเสตีติอตฺโถ. ตํ ปน