Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 256 | >>
โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุอาโปธาตุรูปสฺสอุปจโย รูปสฺสส นฺตติกพฬีกาโร อาหาโร. อิทํ ตํ รูปํ อุปาทินฺนํ.๒๒

“รูปเป็นอุปาทินนะนั้น เป็นไฉน จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาส-ธาตุอาโปธาตุรูปอุปจยะ รูปสันตติกพฬีการาหาร ที่กรรมแต่งขึ้นรูปทั้งหมดนี้เรียกว่ารูปเป็นอุปา-ทินนะ”]

๗๑๒. ตตฺถ ยสฺส สิยา ชาติ เยสํ ธมฺมานเมว สา
ตปฺปจฺจยตฺตโวหารํ อภินิพฺพตฺติสมฺมุตึ.
๗๑๓. ลภเตว ตถา เตสํ ปากเภทา ลพฺภนฺติ เต
ตปฺปจฺจยตฺตโวหารํ อภินิพฺพตฺติสมฺมุตึ.

“ในพากย์ข้างต้น ชาติรูปของธรรมทั้งหลายย่อมได้รับชื่อที่มีกรรมเป็นต้นนั้นเป็น ปัจจัย[ คือชื่อว่ากรรมชรูปเป็นต้น] และได้รับการสมมุติว่าเป็นการเกิดขึ้น[ คืออ ภินิพพัตติ] ฉันใด ความชราของชรตารูปและความไม่เที่ยงของอนิจจตารูปก็ควรได้รับชื่อที่มีกรรมเป็นต้น นั้นเป็นปัจจัย[ คือชื่อว่ากรรมชรูปเป็นต้น] และได้รับการสมมุติว่าเป็นการเกิดขึ้น[ คืออ ภิ-นิพพัตติ]ฉันนั้น”

๗๑๔. เอวํ อิทํ ทฺวยญฺจาปิ โหติ กมฺมาทิสมฺภวํ
น ปากเภทา โวหารํ ตํ ลภนฺติ กทาจิปิ.

“โดยประการดังนี้ บางคนเข้าใจว่าชรตารูปและอนิจจตารูปทั้งสอง เป็นรูปที่เกิด จากกรรมเป็นต้น ความจริงความชราและความไม่เที่ยงย่อมไม่ได้รับชื่อดังกล่าว”

๗๑๕. กสฺมา หิ ชนกานํ ตุ ปจฺจยานมภาวโต
อานุภาวขณุปฺปาเท ชาติยา ปน ลพฺภติ.

“รูปทั้งสองไม่ได้รับชื่อว่ากรรมชรูปเป็นต้น เพราะไม่มีความชราและความไม่เที่ยง ในขณะที่มีกำลังก่อให้เกิดรูปแห่งปัจจัยทั้งหลายที่ก่อให้เกิดรูป[มีกรรมเป็นต้น] แต่ชื่อนั้นมีได้

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka