๗๒๓. ยสฺมา ปถวิยาทีนํ อภาเวน จ ลพฺภติ
ตสฺมา น ปน นิจฺจํ วา นิพฺพานํ วิย ตํ ตยํ.
“ถ้าท่านผู้ทักท้วงสำคัญว่ารูปทั้งสองนั้นย่อมเกิดขึ้น[เพราะปัจจัยมีกรรมเป็นต้น] ดังพระพุทธวจนะว่า ‘ความแก่และความตายนี้ไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง’ ก็ไม่ควรกล่าว เช่นนั้น เพราะพระเทศนานั้นเป็นการแสดงโดยปริยาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่าชรตารูปและ อนิจจตารูปเป็นสภาพไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง และเกิดขึ้นโดยอาศัยปัจจัย เพราะเป็นความ ชราและความไม่เที่ยงของธรรมทั้งหลายที่ไม่เที่ยงและมีปัจจัยปรุงแต่งนั้นเอง เหมือนวิญญัตติ-รูป[ที่ตรัสว่าเป็นจิตตชรูป] ถามว่า : หากเป็นตามนี้ ลักขณรูปทั้งสามนั้น [ชาติรูป ชรตารูป และอนิจจตารูป] ย่อมไม่มีจริงโดยสิ้นเชิงเหมือนดอกฟ้า เพราะเป็นสภาพมิได้เกิดขึ้นห รือมีสภาวะเที่ยงเหมือน พระนิพพาน ตอบว่า:ลักษณะทั้งสองนี้ย่อมมีไม่ได้ เพราะรูปดังกล่าวเป็นไปเนื่องด้วยที่อาศัย [คือรูปที่กำลังเกิดขึ้นตั้งอยู่ และดับไป] รูปทั้งสามนั้นมิใช่ไม่มีจริงเหมือนดอกฟ้า เพราะมีได้ เมื่อมีที่อาศัยคือปฐวีธาตุเป็นต้น และไม่ใช่สภาวะเที่ยงเหมือนพระนิพพาน เพราะไม่ปรากฏ เมื่อไม่มีปฐวีธาตุเป็นต้น”
[พระพุทธดำรัสข้างต้นพบในคัมภีร์สังยุตตนิกายว่า ชรามรณํ ภิกฺขเว อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ.๒๓
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความแก่และความตาย ไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นโดยอาศัย ปัจจัย” อนึ่งค ำ ว่า ดอกฟ้า( ขํปุปฺผ) เป็นสำนวนที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีจริงให้เหมือนมีจริงดังคำว่า หนวดเต่า (กจฺฉปโลม), เขากระต่าย (สสวิสาณ) เป็นต้น นอกจากนี้ ชาติรูป ชรตารูป และอนิจจตารูป ดำเนินไปเนื่องด้วยรูปที่อาศัยมีปฐวีธาตุ เป็นต้นเ มื่อมีรูปที่อาศัยรูปทั้งสามนั้นย่อมปรากฏ เมื่อไม่มีรูปที่อาศัยก็ไม่ปรากฏ จึงไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีจริง เหมือนดอกฟ้า หรือสภาวะเที่ยงเหมือนพระนิพพาน]