“ในกาลใด อัฏฐกะล้วนๆ ย่อมเกิดขึ้นร่วมกับชีวิตรูป ในกาลนั้นได้ชื่อว่า ชีวิตนวกะ”
๗๕๐. ชีวิตนวกํ กาย- ปสาเทเนกโต สิยา
ตํ กายทสกํ นาม โหตีติ ปริยาปุฏํ.
“ชีวิตนวกะนั้นที่เกิดพร้อมกันกับกายประสาท ชื่อว่า กายทสกะ”
๗๕๑. เอเสว จ นโย เญยฺโย สทฺธึ ภาเวน วตฺถุนา
จกฺขาทีหิ จ โยเชตฺวา ทสกา สตฺต วิญฺญุนา.
“ทสกะ ๗ กลุ่มย่อมมีได้โดยการประกอบพร้อมกันกับภาวรูปห ทัยวัตถุและจักขุ-ประสาทเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบนัยนี้โดยประการดังที่กล่าวมา”
๗๕๒. โอปปาติกสตฺตานํ มนุสฺเสสูปปตฺติยํ
กามาวจรเทวานํ นิจฺจํ รูปานิ สตฺตติ.
๗๕๓. จกฺขุ โสตญฺจ ฆานญฺจชิวฺหา กาโย จ วตฺถุ จ
ภาโว จาติ หิ สตฺตนฺนํ ทสกานํ วสา ปน.
“รูป ๗๐ โดยประเภทแห่งทสกะ ๗ กลุ่ม คือ จักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ วัตถุทสกะ และภาวทสกะ ย่อมมีได้เสมอแก่สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ ในมนุษย์ภูมิและแก่กามาวจรเทวดาในปฏิสนธิกาล”
[กามาวจรเทวดามีรูปกลาป ๗ กลุ่มเกิดในปฏิสนธิกาล คือจักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ ภาวทสกะ และวัตถุทสกะ รวมเป็นรูป๗ ๐อ ย่าง เพราะเทวดาเหล่านั้นมีอินทรีย์ ครบบริบูรณ์ในขณะปฏิสนธิ มนุษย์ต้นกัปแม้จะเป็นโอปปาติกะก็มีรูปกลาป ๖ กลุ่มในปฏิสนธิกาลโดยเว้นภาวทสกะ เพราะ ไม่มีภาวทสกะในขณะปฏิสนธิ จึงมีรูปเกิดได้ ๖๐ อย่าง กามาวจรเทวดาที่เป็นโอปปาติกะและสัตว์ที่เป็นสังเสทชะ มีชีวิตนวกกลาปในปวัตติกาล เท่านั้น เพราะรูปกลาปดังกล่าวเกิดร่วมกับไฟธาตุย่อยอาหารซึ่งอาศัยอาหารภายนอกที่กลืนกินลงไป