สิ้นไปของราคะเป็นต้นก็ไม่สมควร ด้วยเหตุนั้น ท่านอย่ากล่าวโดยฉายาของรูปศัพท์ จง ใคร่ครวญความหมายของพระสูตรทั้งสอง[ที่กล่าวถึงพระนิพพานและอรหัตตผล]”
[ถ้าพระนิพพานเป็นความสิ้นกิเลสอย่างเดียวโดยไม่มีสภาวะอย่างอื่น อรหัตตผลจิตก็ควร ได้ชื่อว่า พระนิพพาน เพราะเป็นความสิ้นกิเลสเหมือนกันดังนั้นจึงไม่ควรกล่าวว่าพระนิพพานเป็น ความสิ้นกิเลสอย่างเดียว]
พระนิพพานเป็นความสิ้นกิเลสโดยอ้อม
ยสฺส ปน ธมฺมสฺสาธิคเมน ราคาทีนํ ขโย โหติ, โส ธมฺโม ราคาทีนํ ขยสฺส อุป-นิสฺสยตฺตา อกฺขโยปิ สมาโน “ราคาทีนํ ขโย นิพฺพานนฺ”ติขโยปจาเรน วุตฺโต. “ติปุสํ ชโร คุโฬ เสมฺโห”ติอาทีสุวิยผ ลูปจาเรน วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ.
“อนึ่ง ความสิ้นไปของราคะเป็นต้นย่อมมีได้ด้วยการบรรลุธรรมใด ธรรมนั้นแม้ มีสภาพไม่สิ้นไปก็กล่าวว่า ความสิ้นไปของราคะเป็นต้นชื่อว่า พระนิพพาน ได้โดยชื่อของ ความสิ้นไป[อันเป็นผล] ดังคำกล่าวโดยชื่อของผลว่า ติปุสํ ชโร (ไข้ทับทิม), คุโฬ เสมฺโห (เสลดน้ำอ้อย) เพราะเป็นเหตุที่มีกำลังแห่งความสิ้นไปของราคะเป็นต้น
[พระนิพพานเป็นเหตุให้เกิดผลคือความสิ้นไปของราคะเป็นต้น เพราะพระอริยบุคคลผู้ หยั่งเห็นพระนิพพานอยู่ย่อมขจัดกิเลสในขณะนั้น การกล่าวว่า “ความสิ้นไปของราคะเป็นต้นชื่อว่า พระนิพพาน” จึงเป็นสำนวนที่กล่าวโดยอ้อม ด้วยการกล่าวถึงผลโดยใช้เหตุเป็นชื่อของผล ดังคำว่า ติปุสํ ชโร (ไข้ทับทิม), คุโฬ เสมฺโห (เสลดน้ำอ้อย) ซึ่งหมายถึงไ ข้ที่เกิดจากการกินทับทิม และเสลด ที่เกิดจากการดื่มน้ำอ้อย การใช้คำในลักษณะนี้เรียกว่าผ ลูปจาระ คือ การกล่าวถึงผลโดยใช้เหตุเป็น ชื่อของผล]
อรหัตตผลเป็นความสิ้นกิเลสโดยอ้อม
อรหตฺตํ ปน ขยนฺเต อุปฺปนฺนตฺตา “ขโย”ติ วุตฺตํ.
“ส่วนอรหัตตผลก็เรียกว่า ความสิ้นกิเลส [โดยอ้อมเหมือนพระนิพพาน] เพราะเกิด