ขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นกิเลส”
[แม้การกล่าวว่าอรหัตตผลเป็นความสิ้นกิเลส ก็จัดเป็นสำนวนทางภาษาเช่นเดียวกัน]
ความสิ้นกิเลสชั่วขณะไม่ใช่พระนิพพาน
ยทิราคาทีนํ ขยมตฺตํ นิพฺพานํ ภเวยฺย, สพฺเพ พาลปุุถุชฺชนาปิ สมธิคตนิพฺพานา สจฺฉิกตนิโรธา ภเวยฺยุํ.กิญฺจภิยฺโย- นิพฺพานสฺสพ หุตฺตาทิโทสาปตฺติโต จ. เอวญฺหิสติราคา-ทิกฺขยานํ พหุภาวโต นิพฺพานสฺสาปิ พหุภาโว ภเวยฺย. สงฺขตลกฺขณญฺจนิพฺพานํ ภเวยฺย. สงฺขตลกฺขณตฺตา สงฺขตปริยาปนฺนญฺจ. สงฺขตปริยาปนฺนตฺตา อนิจฺจํ ทุกฺขํ นิพฺพานํ ภเวยฺยาติ.
“ความจริงถ้าความสิ้นไปของราคะเป็นต้น[ชั่วขณะ]เป็นพระนิพพาน หากเป็นตามนี้ แม้ปุถุชนคนเขลาทุกคนก็ได้ชื่อว่ารู้แจ้งบรรลุพระนิพพานได้ [คือปุถุชนคนเขลาที่แม้จะเป็น สัตว์เดียรัจฉาน เมื่อเสพกามแล้วราคะย่อมสิ้นไปชั่วขณะ ความสิ้นกิเลสชั่วขณะจึงไม่ใช่ พระนิพพาน เพราะพระนิพพานคือความสิ้นกิเลสโดยไม่เกิดอีก]
อนึ่ง [ความเห็นนั้นย่อมไม่สมควร]เพราะพระนิพพานก็อาจมีจำนวนมาก เนื่องจาก ความสิ้นไปของราคะเป็นต้นมีมากมาย และพระนิพพานก็มีลักษณะของสังขตธรรมได้ ทั้ง นับเข้าในสังขตธรรมเพราะมีลักษณะของสังขตธรรม และพระนิพพานก็ควรมีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เพราะนับเข้าในสังขตธรรม”
[ถ้าสำคัญว่าความสิ้นกิเลสชั่วขณะเป็นพระนิพพาน ก็ผิดจากความสมควร ๒ ประการ คือ
- พระนิพพานควรมีจำนวนมากตามกิเลสที่สิ้นไปในแต่ละขณะ กล่าวคือ ความสิ้นราคะ เป็นพระนิพพานอย่างหนึ่ง ความสิ้นโทสะเป็นพระนิพพานอย่างหนึ่ง ความสิ้นโมหะเป็นพระนิพพาน อย่างหนึ่งเ ป็นต้น
- ความสิ้นกิเลสชั่วขณะจัดเป็นภังคะในอุปปาทขณะ (ขณะเกิดขึ้น) ฐิติขณะ (ขณะตั้งอยู่) และภังคขณะ (ขณะดับไป) ซึ่งเป็นลักษณะของสังขตธรรม หากเป็นตามนี้พระนิพพานก็นับเข้าในสังขต-ธรรมเหมือนรูปธรรมกับนามธรรมอื่นๆ จึงควรมีสภาพไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เช่นเดียวกันแ ต่พระนิพพาน มีสภาพเที่ยงและเป็นสุขนิรันดร์]