Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 287 | >>
ตํ ปน ปกติวาทีนํ ปกติ วิย ติตฺถิยานํ อตฺตา วิย จ สสวิสาณํ วิย จ นาวิชฺชมานํ.

“อนึ่ง ใน[คัมภีร์ธรรมสังคณี]ป ริตตติกะ (กลุ่มธรรม ๓ บท คือ ธรรมที่มีอานุภาพ น้อย ธรรมที่เข้าถึงความประเสริฐ และธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสมีราคะเป็นต้นซึ่งกระทำ ให้มีประมาณ) พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบท[เป็นหัวข้อ]ว่า “ธรรมไม่มีประมาณ คืออะไร” แล้วตรัสเฉลยว่า “มรรคจิต ๔ ที่เป็นโลกุตตระ ผลแห่งความเป็นสมณะ [จิตและเจตสิกที่ ประกอบกับผลจิต] ๔ และพระนิพพาน ธรรมเหล่านี้ไม่มีประมาณ” ดังนั้น ความไม่มีประมาณ แห่งความสิ้นไปของราคะเป็นต้นจึงไม่สมควร ด้วยเหตุนี้ สภาวธรรมอย่างหนึ่งชื่อว่าพระนิพพาน จึงมีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ หาใช่ไม่มีจริงเหมือนประกฤติของเหล่าประกฤติวาที เหมือนอัตตา ของพวกเดียรถีย์ และเหมือนเขากระต่าย”

[ประกฤติวาที คือ ผู้มีความเห็นในประกฤติที่กล่าวไว้ในลัทธิสางขยะที่ฤๅษีกปิละเป็นผู้ คิดค้นผู้มีความเห็นดังกล่าวเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ในโลกทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตทั้งหมด ไม่ใช่มีขึ้นจากสภาวะ ที่ไม่มีแต่ปรากฏขึ้นจากสภาวะที่มีอยู่เดิม เปรียบเสมือนทารกที่คลอดจากครรภ์มารดา หรือน้ำมัน ที่มีอยู่ในงา ตามความเห็นนี้ในภาวะเดิมก่อนที่โลกจะอุบัติมีสภาวะ ๒ ประการที่ยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปร ไม่มีเบื้องต้นและที่สุดไ ม่มีรูปร่างสัณฐานที่สามารถพบเห็นได้ นั่นคือ

  • ประกฤติ มูลเดิมหรือรากเหง้าของสรรพสิ่ง เป็นสภาวะไม่มีจิตเจตนา เป็นที่รวมของ สุขทุกข์ และโมหะ เมื่อเกิดร่วมกับอัตตาย่อมก่อให้เกิดผลคือความรู้,อ หังการ, ตัมมัตตะ ๕ อย่างคือ เสียง ผัสสะ รูปร สก ลิ่น, พุทธินทรีย์ ๕อ ย่างคือหูหนังต าลิ้นจ มูก, กัมมินทรีย์ ๕อ ย่าง คือ ปาก มือ เท้า องคชาต วัจมรรค, อุภยินทรีย์คือ ใจ และภูต๕อ ย่างคือ อากาศ ลม ไฟ ดิน น้ำ
  • บุรุษอัตตาหรืออาตมันเ ป็นสภาวะมีจิตเจตนา ไม่เป็นที่รวมของสุขเป็นต้นไ ม่ก่อให้เกิด ความรู้เป็นต้นมีสภาวะวางเฉยจากสุขทุกข์ ความปรารถนา และโทสะเป็นต้น ประกฤติที่ระคนกับบุรุษย่อมเป็นเหตุให้เกิดผลคือความรู้และอหังการเป็นต้นดังที่กล่าวมาแล้ว จึงเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตขึ้นในโลก ต่อมาเมื่อถึงคราวโลกวิบัติ ภูตทั้ง ๕ ที่เป็นสภาพหยาบ ปรากฏชัดจะกลายเป็นภูตละเอียดแล้วเข้าไปรวมอยู่กับตัมมัตตะ ๕ ที่เป็นเหตุเกิดของตน, อินทรีย์ ๑๑ และตัมมัตตะ ๕ จะไปรวมอยู่กับอหังการ, อหังการจะไปรวมอยู่กับความรู้ และความรู้ก็ไปรวมอยู่ กับประกฤติที่เป็นมูลเดิมส่วนประกฤติไม่ไปรวมอยู่กับอะไรทั้งสิ้นเ ป็นสภาพตั้งอยู่เสมอโดยไม่เสื่อม
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka