สลาย แม้โลกจะวิบัติไปแล้วก็ยังคงอยู่เป็นนิรันดร์ ลัทธิประกฤตินี้จัดเป็นเอกัจจสัสสตวาทะ (ความเห็น ว่าเที่ยงบางส่วน) ในมิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ที่ตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร]
บัญญัติไม่ใช่พระนิพพาน
อถ ปญฺญตฺติมตฺตํ นิพฺพานนฺติเจ, ตมฺปิ อยุตฺตํ.ก สฺมา. นิพฺพานารมฺมณานํ จิตฺต-เจตสิกานํ นวตฺตพฺพารมฺมณตฺตา. กถํ.ป ริตฺตารมฺมณตฺติเก จ ปน “กตเม ธมฺมา อปฺปมาณา-รมฺมณา”ติ ปทมุทฺธริตฺวา “จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา. จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ. อิเม ธมฺมา อปฺปมาณารมฺมณา”ติ ๓๕ หิวุตฺตํ.ย ทิปเนเตสํ ปญฺญตฺติอารมฺมณํ สิยา, อปฺปมาณา-รมฺมณตา น ยุชฺเชยฺย. นวตฺตพฺพารมฺมณปกฺขํ ภเชยฺยุํ.“ น ว ตฺตพฺพารมฺมณา ปน รูปาวจรตฺติก-จตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ, จตุตฺถสฺส ฌานสฺสวิปาโก, อากาสานญฺจายตนํ อากิญฺจญฺญายตนํ กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ, อิเม ธมฺมา นวตฺตพฺพารมฺมณา”ติ๓๖ หิ วุตฺตํ.
“ถามว่า : พระนิพพานเป็นเพียงบัญญัติหรือ ตอบว่า:ข้อนั้นไม่สมควร ถามว่า : เพราะเหตุใด ตอบว่า : เพราะหากเป็นตามนี้ จิตและเจตสิกที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็ควร มีอารมณ์เป็นบัญญัติ ถามว่า: จิตและเจตสิกดังกล่าวควรมีอารมณ์เป็นบัญญัติอย่างไร ตอบว่า : ในปริตตารัมมณติกะ (กลุ่มธรรม ๓ บท คือ ธรรมที่มีธรรมเล็กน้อยเป็น อารมณ์ ธรรมที่มีธรรมอันมีกำลังเป็นอารมณ์ และธรรมที่มีธรรมอันไม่มีประมาณเป็น อารมณ์) พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบท[เป็นหัวข้อ]ว่า “ธรรมที่มีธรรมอันไม่มีประมาณเป็น อารมณ์ เป็นไฉน” แล้วตรัสเฉลยว่า “มรรคจิต๔ที่เป็นโลกุตตระ ผลแห่งความเป็นสมณะ ๔ ธรรมเหล่านี้มีธรรมอันไม่มีประมาณเป็นอารมณ์”ถ้าธรรมเหล่านี้มีอารมณ์เป็นบัญญัติความ มีอารมณ์ไม่มีประมาณย่อมไม่สมควร แต่ควรมีบัญญัติเป็นอารมณ์ ดังพระพุทธวจนะว่า
‘ธรรมที่มีอารมณ์เป็นบัญญัติคือรูปาวจรติกฌาน[ตามจตุกกนัย] รูปาวจรจตุกก-