ฌาน [ตามปัญจกนัย] ที่เป็นกุศล วิบาก และกิริยา วิบากของจตุตถฌาน พร้อมทั้งอากาสา-นัญจายตนฌานและอากิญจัญญายตนฌานที่เป็นกุศล วิบาก และกิริยา ธรรมเหล่านี้มีอารมณ์ เป็นบัญญัติ’”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่า ธรรมที่มีอารมณ์เป็นบัญญัติมี๑๙ ดวง คือ รูปาวจรปฐมฌานจิต ๓ รูปาวจรทุติยฌานจิต๓รูปาวจรตติยฌานจิต๓รูปาวจรจตุตถฌานจิต๓รูปาวจรปัญจมฌานวิปาก-จิต ๑ อากาสานัญจายตนจิต ๓ อากิญจัญญายตนจิต๓เ ว้นกุศลอภิญญาจิตและกิริยาอภิญญาจิต ย่อม รับกามาวจรอารมณ์เป็นต้นได้เมื่อทำหน้าที่อภิญญา จึงไม่นับเข้าในข้อนี้]
ตสฺมา น ปญฺญตฺติมตฺตํ นิพฺพานํ.ย สฺมา จ ปณฺณตฺติภาโว นิพฺพานสฺสนยุชฺชติ, ตสฺมา มคฺคผลานํ อารมฺมณปจฺจยภูตํ อุปฺปาทาทีนมภาวโต นิจฺจํ, รูปสภาวาภาวโต อรูปํ, ปปญฺจาภาวโต นิปฺปปญฺจํ นิพฺพานํ นาม อตฺถีติ อุปคนฺตพฺพนฺติ.
“ด้วยเหตุดังกล่าว พระนิพพานจึงไม่ควรเป็นเพียงบัญญัติ และโดยเหตุที่พระนิพพาน ไม่ควรเป็นบัญญัติจึงทราบได้ว่าพระนิพพานซึ่งเป็นอารัมมณปัจจัยของมรรคและผล มีสภาพ เที่ยง เพราะปราศจากความเกิดขึ้นเป็นต้น เป็นนามธรรม เพราะไม่มีสภาพแปรปรวน[ที่ ประจักษ์เหมือนรูปธรรม] และไม่เนิ่นช้า เพราะไม่มีปปัญจธรรม [ธรรมทำให้เนิ่นช้า คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ]”
๗๗๒. อจฺจนฺตมนนฺตํ สนฺตํ อมตํ อปโลกิตํ
ปณีตํ สรณํ เขมํ ตาณํ เลณํ ปรายณํ.
๗๗๓. สิวญฺจ นิปุณํ สจฺจํ ทุกฺขกฺขยมนาสวํ
สุทุทฺทสํ ปรํ ปารํ นิพฺพานมนิทสฺสนํ.
๗๗๔. ตณฺหากฺขยํ ธุวํ ทีปํ อพฺยาปชฺฌมนีติกํ
อนาลยมรูปญฺจ ปทมจฺจุตมกฺขรํ.
๗๗๕. วิราคญฺจ นิโรธญฺจวิมุตฺติ โมกฺขเมว จ
อิเมหิ ปน นาเมหิ นิพฺพานํ ตุ กถียติ.
“พระนิพพานตรัสไว้ด้วยชื่อเหล่านี้ว่า