ตํ ตํ ธมฺมํ “เอส อิตฺถนฺนาโม นามา”ติ ปญฺญเปติ. ตสฺมา ตํ ปญฺญตฺตีติ ปวุจฺจติ. นาม-กมฺมนฺติอาทีนิตสฺสา เอว เววจนานิ.อ ยํ ปญฺญาปนโต ปญฺญตฺติ นาม.
“บัดนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสว่านามํ นามกมฺมํ เป็นต้นเ พื่อแสดงบัญญัติ ที่ทำให้รู้[อรรถบัญญัติและสภาวธรรม]
นาม คือ ชื่อแสดงให้รู้ธรรมนั้นๆ ว่า ธรรมนี้มีชื่ออย่างนี้ จึงเรียกว่า บัญญัติ
นามกัมมะเป็นต้นเป็นคำไวพจน์ของบัญญัตินั้นนั่นเอง คำสื่อความหมายนี้ ชื่อว่า บัญญัติเพราะทำให้รู้[อรรถบัญญัติและสภาวธรรม]”
บัญญัติ ๓ ประเภท
สา ปเนสา ตชฺชาปญฺญตฺติ อุปาทาปญฺญตฺติ อุปนิธาปญฺญตฺตีติ ติวิธา โหติ.
“บัญญัติดังกล่าวมี ๓ ประเภท คือ ตัชชาบัญญัติ (บัญญัติคล้อยตามสภาวะ) อุปาทาบัญญัติ(บัญญัติอาศัยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง) และอุปนิธาบัญญัติ(บัญญัติอาศัยเหตุ ที่ตรงกันข้าม)”
ตัชชาบัญญัติ
ตตฺถ ตชฺชาปญฺญตฺติ นาม จกฺขุโสตรูปสทฺทปถวีเตโชวาโยติอาทินยปฺปวตฺตา. อุปาทาปญฺญตฺติปน สมูหาสมูหวเสน ทุวิธา โหติ.
“ตัชชาบัญญัติคือบัญญัติที่เป็นไปโดยนัยว่าจักขุโสตะ รูปะ สัททะ ปฐวีเตโช วาโย เป็นต้น [คำว่าจ กฺขุ, โสต แสดงอัชฌัตติกายตนะ; คำว่ารูป, สทฺท แสดงพาหิรายตนะ ส่วนคำว่า ปฐวีเตโช วาโย แสดงการจำแนกโผฏฐัพพายตนะ ทั้งยังแสดงประเภทที่มีได้ใน ธรรมายตนะอีกด้วย]”
อุปาทาบัญญัติ
ตตฺถส มูหปญฺญตฺตินาม รูปารูปธมฺเมสุเอกสฺสว าพ หูนํ วา นามํ คเหตฺวา สมูห-เมโวปาทาย วุจฺจติ. กถํ. อจฺฉตรจฺฉฆฏปฏาทิปฺปเภทา. อยํ สมูหปญฺญตฺติ นาม. อสมูห-