ปญฺจมสจฺจาทีนํ ติตฺถิยปริกปฺปิตานํ วา ปกติปุริสาทีนํ ปญฺญาปนาปิ อวิชฺชมานปญฺญตฺติเยว.
“เตวิชฺโช, ฉฬภิญฺโญ”ติเอวมาทินยปฺปวตฺตา วิชฺชมาเนนอวิชฺชมานปญฺญตฺติ.“ อิตฺถิสทฺโท, ปุริส-สทฺโท”ติเอวมาทิกา อวิชฺชมาเนนวิชฺชมานปญฺญตฺติ. “จกฺขุวิญฺญาณํ, โสตวิญฺญาณนฺ”ติเอว-มาทิกา วิชฺชมาเนนวิชฺชมานปญฺญตฺติ. “ขตฺติยกุมาโร, พฺราหฺมณกุมาโร, ภิกฺขุกุมาโร”ติเอว-มาทิกา อวิชฺชมาเนนอวิชฺชมนปญฺญตฺตีติเอวํ วุตฺตา ฉ ปญฺญตฺติโยปิ เอตฺเถว สงฺคหํ คจฺฉนฺติ. อยํ อุปาทาปญฺญตฺตินาม.
“เมื่อใดบัญญัตินั้นแสดงข้อความปรมัตถ์ที่มีจริงเ มื่อนั้นเรียกว่าวิชชมานบัญญัติ เมื่อใดแสดงเพียงชื่อที่จำแนกเป็นกลุ่มหรือมิใช่กลุ่มซึ่งไม่มีจริงเ มื่อนั้นเรียกว่าอ วิชชมาน-บัญญัติ
บัญญัติทั้งสองอย่างนั้นบุคคลย่อมรู้ได้ด้วยชวนจิตทางมโนทวารที่เคยได้หมายรู้ มาก่อนซึ่งเกิดต่อจากชวนจิตทางโสตทวาร เป็นเหตุให้รู้[สมมุติและปรมัตถ์]ด้วยชวนจิตทาง มโนทวารที่เคยได้หมายรู้มาก่อน ซึ่งพระศาสดาตรัสหมายถึงนัยบัญญัติ ๖ ประเภท คือ วิชชมานบัญญัติ(บัญญัติแสดงเนื้อความที่มีปรากฏ) ๑ อวิชชมานบัญญัติ(บัญญัติแสดงเนื้อ ความที่ไม่มีปรากฏ) ๑ วิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ(บัญญัติระคนเนื้อความที่ไม่มีปรากฏ กับเนื้อความที่มีปรากฏ) ๑ อวิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ(บัญญัติระคนเนื้อความที่มีปรากฏ กับเนื้อความที่ไม่มีปรากฏ) ๑ วิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ(บัญญัติระคนเนื้อความที่มีปรากฏ กับเนื้อความที่มีปรากฏ) ๑ อวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ (บัญญัติระคนเนื้อความที่ไม่มี ปรากฏกับเนื้อความที่ไม่มีปรากฏ) ๑
‘ วิชชมานบัญญัติคือ บัญญัติแสดงเนื้อความที่มีปรากฏโดยปรมัตถ์ เช่น รูป เป็นต้น
อวิชชมานบัญญัติคือบัญญัติแสดงเนื้อความที่ไม่มีปรากฏโดยปรมัตถ์ เช่นห ญิง ชาย เป็นต้น แม้บัญญัติแสดงเนื้อความที่ไม่มีจริงโดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เกี่ยวกับ รูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) อันมีสัจจะที่ ๕เ ป็นต้นห รือประกฤติและบุรุษเป็นต้นที่เดียรถีย์ ดำริขึ้นก็ชื่อว่าอ วิชชมานบัญญัติ เช่นเดียวกัน
วิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ เช่น เตวิชชะ (บุคคลผู้ได้วิชชาสาม) ฉฬภิญญะ