“กรรมฐาน ๓ คือ พรหมวิหารข้างต้น [เมตตา กรุณา และมุทิตา] ย่อมทำให้เกิด รูปฌานเบื้องต่ำ ๓ [ตามจตุกกนัย] พรหมวิหารที่ ๔[ อุเบกขาพรหมวิหาร] และอรูปกรรมฐาน ย่อมทำให้เกิดฌาน ที่ ๔”
[อุเบกขาพรหมวิหารย่อมให้ได้แต่รูปจตุตถฌานตามจตุกกนัย สำหรับอรูปกรรมฐาน ๔ ย่อม ทำให้ผู้เจริญได้อรูปฌาน ๔ โดยเฉพาะๆ]
๘๒๐. วเสนารมฺมณงฺคานํ ทุวิโธ สมติกฺกโม
โคจราติกฺกมารูเป รูเป ฌานงฺคติกฺกโม.
“การล่วงพ้นมี ๒ อย่างโดยประเภทแห่งอารมณ์และองค์ฌาน การล่วงพ้นอารมณ์มีในอรูปกรรมฐาน การล่วงพ้นองค์ฌานมีในรูปกรรมฐาน”
กรรมฐานที่ควรขยายมี ๑๐
๘๒๑. ทเสว กสิณาเนตฺถว ฑฺเฒตพฺพานิ โหนฺติ หิ
น จ วฑฺฒนิยา เสสา ภวนฺติ อสุภาทโย.
“ในบรรดากรรมฐานเหล่านี้ กสิณ ๑๐ เป็นกรรมฐานที่ควรขยาย กรรมฐานอื่นมีอสุภะเป็นต้น ไม่ควรขยาย”
กรรมฐาน ๒๒ ทำให้เกิดปฏิภาคนิมิต
๘๒๒. ทเสว กสิณาเนตฺถอ สุภานิ ทสาปิ จ
อานาปานสตี เจว ตถา กายคตาสติ.
๘๒๓. ปฏิภาคนิมิตฺตานิ โหนฺติ อารมฺมณานิ หิ
เสสา เนว ปฏิภาค- นิมิตฺตารมฺมณา สิยํุ.
“กรรมฐาน ๒๒ เหล่านี้ คือก สิณ๑ ๐อ สุภะ ๑๐ อานาปานสติ๑ กายคตาสติ๑ มีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิต