Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 33 | >>

จิต”

๕๑. ลพฺภนฺติ ปรภาคสฺมึ วฬญฺชนผเลสุ น
วิปสฺสนาวเสเนว ตานิ นามานิ ลพฺภเร.

“ชื่อเหล่านี้ย่อมไม่ปรากฏในผลสมาบัติที่เสวยในกาลภายหลังชื่อดังกล่าวย่อมปรากฏ โดยคล้อยตามวิปัสสนา [คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา]”

[ผลจิตที่เกิดขึ้นต่อจากมรรคจิตในมรรควิถีย่อมได้รับชื่อตามมรรค เช่นถ้ามรรคจิตเป็น สุญญตวิโมกข์ ผลจิตก็ได้ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ แต่ในขณะเข้าผลสมาบัติผลจิตย่อมได้รับชื่อตามอารมณ์ เช่นแ ม้ผลจิตที่ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ จะปรากฏในขณะบรรลุมรรค ถ้าพระอริยบุคคลเข้าผลสมาบัติโดย เพ่งทุกขลักษณะเป็นอารมณ์ ผลจิตย่อมได้ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ดังนี้เป็นต้น]

๕๒. โหนฺติ สาธิปตีเนว โลกุตฺตรผลานิ ตุ
วิปาเกธิปตี นตฺถิ ฐเปตฺวา ตุ อนาสเว.

“โลกุตตรวิปากจิตมีอธิบดี ๔ เกิดร่วมด้วยโดยแท้ เมื่อเว้นโลกุตตรวิปากจิตแล้ว อธิบดีย่อมไม่มีใน[โลกิย]วิปากจิต”

๕๓. อตฺตโน มคฺคภาเวน มคฺโค “มคฺโค”ติ วุจฺจติ
ผลํ มคฺคมุปาทาย มคฺโค นามาติ วุจฺจติ.

“มรรคจิตได้ชื่อว่า มรรค เพราะเป็นสภาพรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ของตน ผลจิตก็ได้ชื่อว่า มรรค เพราะอาศัยมรรค [ในพระบาลีว่าม คฺคงฺคํ มคฺคปริยาปนฺนํ]”

เอวํ โลกุตฺตรวิปากา เวทิตพฺพา.

“โปรดทราบโลกุตตรวิปากจิตอย่างนี้”

[ฎีกาใหม่อธิบายว่า ในพระบาลีธรรมสังคณี(หน้า ๘๕-๘๙) กล่าวถึงอริยมรรคมีองค์ ๘อัน มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นว่าม คฺคงฺคํ มคฺคปริยาปนฺนํ (อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเข้าในมรรค) คำว่า มรรค ใน ที่นี้หมายถึง มรรคจิต โดยมีรูปวิเคราะห์ว่าจ ตุสจฺจํ มคฺคตีติมคฺโค (มรรค คือ สภาพรู้แจ้งอริยสัจ๔ )

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka