๘๘๘. อปฺปนาย หิ โกสลฺล- มิทํ ทสวิธํ อิธ
คนฺถวิตฺถารภีเตน มยา วิสฺสชฺชิตนฺติ จ.
“ความเป็นผู้ฉลาดในอัปปนา ๑๐ ประการนี้ ข้าพเจ้าเกรงว่าคัมภีร์จะพิสดาร จึงไม่ กล่าวไว้”
[ความเป็นผู้ฉลาดในอัปปนา (อัปปนาโกศล) ๑๐ ประการ คือ
๑. ทำวัตถุให้สะอาด คือ ชำระวัตถุภายใน เช่น การปลงผม การตัดเล็บ และชำระวัตถุ
ภายนอก เช่น การซักจีวร (วตฺถุวิสทกิริย)
๒. ปรับอินทรีย์ให้เสมอกันคือป รับศรัทธาให้เสมอกับปัญญา และปรับวิริยะให้เสมอกับสมาธิ
(อินฺทฺริยสมตฺตปฏิปาทน) สำหรับสตินั้นต้องกระทำให้มากยิ่งกว่าอินทรีย์อื่นในการงานนั้นๆ จึงจะควร
๓. ฉลาดในนิมิตคือรู้จักรักษานิมิตที่ได้รับด้วยการภาวนาให้ตั้งอยู่นาน และทำให้สมาธิ
เจริญขึ้น( นิมิตฺตกุสล)
๔. ยกจิตในกาลอันควร คือ ยกจิตที่หดหู่เนื่องจากปัสสัทธิสมาธิและอุเบกขาให้สดชื่นมี
กำลังด้วยการเจริญโพชฌงค์ ๓ อันได้แก่ ธัมมวิจยะ วิริยะ และปีติ (จิตฺตปคฺคห)
๕. ข่มจิตในกาลอันควร คือ ข่มจิตที่ซัดส่ายฟุ้งซ่านเนื่องจากธัมมวิจยะ วิริยะ และปีติ
ด้วยการเจริญโพชฌงค์ ๓อันได้แก่ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา (จิตฺตนิคฺคห)
๖. ยังจิตใจให้ร่าเริงคือเ ชิดชูจิตที่ไม่เบิกบานด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ๘อันได้แก่
ชาติชรา พยาธิมรณะ ทุกข์ในอบาย ทุกข์ที่มีวัฏฏะเป็นเหตุในอดีตทุกข์ที่มีวัฏฏะเป็นเหตุในอนาคต
ทุกข์ที่มีการแสวงหาอาหารเป็นเหตุในปัจจุบันห รือเชิดชูจิตด้วยการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย( จิตฺต-สมฺปหํส)
๗. วางเฉยในจิตคือ เวลาใดจิตใจไม่มีการท้อถอย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เบื่อหน่ายในการเจริญ
กรรมฐาน เวลานั้นควรประคองจิตไว้ให้เพ่งเฉยอยู่ โดยไม่ต้องยกจิตข่มจิต และทำจิตให้ร่าเริงแต่
อย่างใดๆ ทั้งสิ้น( จิตฺตอชฺฌุเปกฺข)
๘. หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ไม่มีสมาธิ (อสมาหิตปุคฺคลปริวชฺชน)
๙. คบหากับบุคคลผู้มีสมาธิ (สมาหิตปุคฺคลเสวน)
๑๐. น้อมจิตไปในสมาธินั้น (ตทธิมุตฺต)๕๒]