๑๐๑๐. เอวํ มนสิ กตฺวาน กาตพฺโพ มนสา ปุน
ปฐมารุปฺปวิญฺญาณา- ภาโว ตสฺเสว สุญฺญโต.
“ต่อมา เธอได้สั่งสมความชำนาญไว้ดีแล้วในอรูปาวจรจิตดวงที่ ๒ ปรารถนาจะ เจริญอรูปาวจรจิตดวงที่ ๓ไ ด้เห็นโทษในอรูปาวจรจิตดวงที่ ๒ว่าจิตนี้อยู่ใกล้โทษคืออรูปา-วจรจิตดวงที่ ๑ และไม่ละเอียดเหมือนอรูปาวจรจิตดวงที่ ๓จึงคลายความพอใจแล้วกำหนดรู้ อรูปาวจรดวงที่ ๓ว่าละเอียด แล้วกำหนดความไม่มีแห่งอรูปาวจรจิตดวงที่ ๑ โดยความเป็น สภาพว่างเปล่าอีก”
๑๐๑๑. ตํ ปนากาสวิญฺญาณํ อกตฺวา มนสา ปุน
“นตฺถิ นตฺถี”ติ วา เตน “สุญฺญํ สุญฺญนฺ”ติ วา ตโต.
๑๐๑๒. อาวชฺชิตพฺพเมวญฺหิ กตฺตพฺพํ มนสาปิ จ
ตกฺกาหตญฺจ กาตพฺพํ ปุนปฺปุนํว ธีมตา.
“ผู้มีปัญญาไม่พึงกำหนดรู้วิญญาณที่แผ่ไปสู่อากาศ พึงใคร่ครวญใส่ใจนึกถึงอย่าง มั่นคงว่า“ ไ ม่มีๆ” หรือ“ ว่างเปล่าๆ” อยู่เนืองนิตย์”
๑๐๑๓. ตสฺมึ นิมิตฺเต ตสฺเสวํ วิจาเรนฺตสฺส มานสํ
สติ ติฏฺฐติ ภิยฺโยปิ สมาธิยติ มานสํ.
“เมื่อเธอยังจิตให้ดำเนินไปในนิมิตนั้นอยู่ สติย่อมเจริญมากขึ้น จิตย่อมตั้งมั่น[ด้วย อุปจารสมาธิ]”
๑๐๑๔. อาเสวติ จ ภาเวติ ตํ นิมิตฺตํ ปุนปฺปุนํ
ตสฺส เจวํ กโรนฺตสฺสส ติสมฺปนฺนเจตโส.
๑๐๑๕. กสิณุคฺฆาฏิมากาสํ ผริตฺวาน สมนฺตโต
วิญฺญาณสฺส ปวตฺตสฺสน ตฺถิภาเว อภาวเก.
๑๐๑๖. ตติยารุปฺปวิญฺญาณํ ตํ ปนาปฺเปติ โยคิโน
อปฺปนาย นโยเปตฺถ โหติ วุตฺตนโยว โส.