“เธอย่อมซ่องเสพและเจริญนิมิตนั้นเสมอ เมื่อเธอมีจิตถึงพร้อมด้วยสติกำหนดอยู่ อย่างนี้ อรูปาวจรจิตดวงที่ ๓ ของเธอย่อมถึงอัปปนาในนัตถิภาวบัญญัติคือความไม่มีแห่ง วิญญาณที่แผ่ไปสู่อากาศที่ได้จากการเพิกกสิณโดยรอบ นัยของอัปปนานี้เหมือนนัยที่ได้กล่าว ไว้แล้วนั่นเอง”
๑๐๑๗. อากาสคตวิญฺญาณํ ทุติยารุปฺปจกฺขุนา
ปสฺสนฺโต วิหริตฺวาน “นตฺถิ นตฺถี”ติอาทินา.
๑๐๑๘. ปริกมฺมมนกฺกาเร ตสฺมึ อนฺตรหิเต ปน
ตสฺสาปคมมตฺตํวป สฺสนฺโต วสตี จ โส.
“เมื่อเธอเห็นวิญญาณอันเป็นไปในอากาศด้วยจักษุคืออรูปาวจรจิตที่ ๒ค รั้นปฐมา-รุปปวิญญาณที่กำหนดรู้โดยบริกรรมว่า‘ ไ ม่มีๆ’ อันตรธานไป เธอย่อมเห็นแต่ความว่างเปล่า แห่งปฐมารุปปวิญญาณอยู่”
๑๐๑๙. สนฺนิปาตํ ยถา โกจิ ทิสฺวา สํฆสฺส กตฺถจิ
คเต สํเฆ ตุ ตํ ฐานํ สุญฺญเมวานุปสฺสติ.
“อุปมาว่าบุรุษคนหนึ่งเห็นพระสงฆ์ที่มาประชุมกันในที่แห่งหนึ่งเ มื่อพระสงฆ์ไปแล้ว ย่อมเห็นที่นั้นว่างเปล่าไปฉะนั้น”
[บุรุษคนหนึ่งเห็นพระสงฆ์มาประชุมกันต่อมาเขามีธุระออกไปภายนอกแล้วกลับมาพบว่า พระสงฆ์ได้ประชุมกันแล้วกลับไป ไม่มีพระสงฆ์อยู่ ขณะนั้นเขาพบเพียงความว่างเปล่าฉันใด นักปฏิบัติ ได้รับเอาปฐมารุปปวิญญาณเป็นอารมณ์ด้วยวิญญาณัญจายตนฌานแล้วเ มื่อเจริญภาวนาต่อไปว่า‘ ไ ม่มีๆ’ ในขณะนั้นปฐมารุปปวิญญาณหายไป เขาย่อมพบแต่ความว่างเปล่าของปฐมารุปปวิญญาณ ฉันนั้น ในขณะนั้นจัดว่าอากิญจัญญายตนฌานเกิดขึ้นรับเอาความไม่มีแห่งปฐมารุปปวิญญาณเป็นอารมณ์]
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
๑๐๒๐. ปุน ภาเวตุกาเมน จตุตฺถารุปฺปมานสํ
สุจิณฺณวสินา หุตฺวา ตติยารุปฺปมานเส.