๑๑๑๑. ปาทกชฺฌานจิตฺตํ ตํ กาเย โรเปติ โส ตทา
ฌานารมฺมณโต ญาณํ ตํ มหคฺคตโคจรํ.
“เมื่อใด นักปฏิบัติปรารถนาจะทำจิตให้อาศัยกายแล้วไปด้วยกายที่ใครๆ เห็นได้ เธอย่อมทำจิตให้ผันแปรด้วยอำนาจแห่งกาย คือยกฌานจิตที่เป็นบาทนั้นไว้ในกาย เมื่อนั้น [อิทธิวิธ]ญาณพึงมีอารมณ์เป็นมหัคคตะ เพราะมีฌานเป็นอารมณ์”
๑๑๑๒. อนาคตมตีตญฺจ กโรติ วิสยํ ยทา
อตีตารมฺมณํ โหติ ตทานาคตโคจรํ.
“เมื่อใด ญาณย่อมกระทำอดีตธรรมหรืออนาคตธรรมให้เป็นอารมณ์ เมื่อนั้นก็เป็น ญาณที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์”
๑๑๑๓. กาเยน ทิสฺสมาเนน คมเน ปน ภิกฺขุโน
ปจฺจุปฺปนฺโน ภเว ตสฺส โคจโรติ วินิทฺทิเส.
“บัณฑิตพึงแสดงว่า เมื่อภิกษุไปด้วยกายที่ใครๆ เห็นได้ ญาณของเธอมีอารมณ์ เป็นปัจจุบัน”
๑๑๑๔. กายํ จิตฺตวเสนาปิ จิตฺตํ กายวเสน วา
ปริณามนกาลสฺมึ อชฺฌตฺตารมฺมณํ สิยา.
“อิทธิวิธญาณพึงมีธรรมภายในเป็นอารมณ์ ในเวลาทำกายให้ผันแปรด้วยอำนาจ แห่งจิตห รือทำจิตให้ผันแปรด้วยอำนาจแห่งกาย”
๑๑๑๕. พหิทฺธารมฺมณํ โหติ พหิทฺธารูปทสฺสเน
เอวมิทฺธิวิธํ ญาณํ สมฺปวตฺตติ สตฺตสุ.
“ส่วนในเวลาแสดงรูปภายนอก [เช่น ช้าง ม้า เป็นต้น] จัดเป็นญาณที่มีธรรม ภายนอกเป็นอารมณ์ อิทธิวิธญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๗ อย่างนี้”
อารมณ์ ๔ ของทิพโสตญาณ
๑๑๑๖. ปจฺจุปฺปนฺเน ปริตฺเต จ พหิทฺธชฺฌตฺติเกสุปิ
จตูเสฺวเตสุ ธมฺเมสุ ทิพฺพโสตํ ปวตฺตติ.