“ทิพโสตญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๔ อย่างนี้ คือ ปัจจุบัน กามาวจร ธรรม ภายนอก และธรรมภายใน”
๑๑๑๗. ปจฺจุปฺปนฺโน ปริตฺโต จ สทฺโท อารมฺมณํ ยโต
ปริตฺตารมฺมณํ ปจฺจุปฺ-ป นฺนารมฺมณตํ คตํ.
“เมื่อใด เสียงที่เป็นปัจจุบันและกามาวจรเป็นอารมณ์[ของทิพโสต] เมื่อนั้นทิพโสต เป็นญาณที่มีปัจจุบันและกามาวจรเป็นอารมณ์”
๑๑๑๘. อตฺตโน กุจฺฉิสทฺทสฺส สวเนปิ ปรสฺส จ
อชฺฌตฺตารมฺมณญฺเจว พหิทฺธารมฺมณมฺปิ จ.
“ทิพโสตญาณมีธรรมภายในเป็นอารมณ์ ในขณะได้ยินเสียงในท้องของตน และมี ธรรมภายนอกเป็นอารมณ์ ในขณะฟังเสียงของผู้อื่น”
อารมณ์ ๘ ของเจโตปริยญาณ
๑๑๑๙. เจโตปริยญาณมฺปิ ปริตฺตาทีสุ อฏฺฐสุ
อารมฺมณวิภาเคสุ ปวตฺตติ กถํ ปน.
“แม้เจโตปริยญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ อย่างมีกามาวจรเป็นต้น ข้อนั้น อย่างไร”
๑๑๒๐. ปริตฺตารมฺมณํ โหติ ปริตฺตานํ ปชานเน
ชานเน มชฺฌิมานํ ตุ ตํ มหคฺคตโคจรํ.
“เจโตปริยญาณมีอารมณ์เป็นกามาวจร ในขณะรู้กามาวจรจิต และมีอารมณ์เป็น มหัคคตะในขณะรู้จิตปานกลาง [รูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต]”
๑๑๒๑. ชานเน ปน มคฺคสฺส ผลสฺสาปิ ปชานเน
ตทา ปนสฺส ญาณสฺสอ ปฺปมาโณว โคจโร.
“ในเวลารู้มรรคจิตและผลจิต เมื่อนั้น อารมณ์ของญาณดังกล่าวเป็นโลกุตตระ”