ดอกหนึ่งย่อมกระทบขั้วของดอกไม้อีกดอกหนึ่ง ฉันใด เมื่อเธอใคร่ครวญจิตของมหาชนแล้ว ย่อมรู้จิตของคนอื่นด้วยจิต[ของตน]ได้ทีเดียว ฉันนั้น”
๑๑๓๑. เยนาวชฺชติ จิตฺเตน เยน ชานาติ เจตสา
เตสํ ทฺวินฺนํ สหฏฺฐานา- ภาวโต ตํ น ยุชฺชติ.
“มตินั้นไม่สมควร เพราะจิตทั้งสองประเภทคือ[อาวัชชน]จิตที่ใช้ใคร่ครวญและ[ชวน] จิตที่รู้มิได้อยู่ในอารมณ์เดียวกัน”
๑๑๓๒. ชวนาวชฺชนานํ ตุ นานารมฺมณปตฺติโต
อนิฏฺเฐ ปน หิ ฐาเน อยุตฺตนฺติ ปกาสิตํ.
“ท่านกล่าวไว้[ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่าม ตินั้นไม่สมควร เพราะชวนจิตและอาวัชชน-จิตย่อมจะมีอารมณ์ต่างกันในฐานะอื่น[จากมรรควิถีและผลวิถี]”
[บางคนอ้างว่าเ มื่อใคร่ครวญจิตของคนอื่นแล้วย่อมสามารถรู้จิตดวงหนึ่งของคนอื่นได้ด้วย จิตดวงหนึ่งของตน เหมือนเมื่อโยนดอกไม้ขึ้นไป ขั้วของดอกไม้ดอกหนึ่งย่อมจะกระทบขั้วของดอกไม้ อีกดอกหนึ่งแ ต่พระอรรถกถาจารย์ได้ปฏิเสธมตินั้นไว้ในคัมภีร์อรรถกถาว่า อาวัชชนจิตและชวนจิตเป็น จิตที่มีอารมณ์เหมือนกันในวิถีอื่นนอกจากมรรควิถีและผลวิถีแต่ตามมติข้างต้นอาวัชชนจิตที่พิจารณา ย่อมรับอารมณ์อย่างหนึ่ง ส่วนชวนจิตที่ทำหน้าที่รู้ย่อมรับอารมณ์อีกอย่างหนึ่ง จิตทั้งสองประเภทมี อารมณ์ไม่เหมือนกัน เจโตปริยญาณจึงไม่ควรรับอารมณ์ที่เป็นขณะปัจจุบัน]
๑๑๓๓. ตสฺมา สนฺตติอทฺธาน- ปจฺจุปฺปนฺนานเมว ตุ
วเสน ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ โหติ อารมฺมณํ อิทํ.
“ดังนั้น เจโตปริยญาณจึงมีอารมณ์เป็นปัจจุบันโดยเนื่องด้วยสันตติปัจจุบันและอัทธา-ปัจจุบัน”
๑๑๓๔. ปจฺจุปฺปนฺนมฺปิ อทฺธาขฺยํ อิทํ ชวนวารโต
ทีเปตพฺพนฺติ นิทฺทิฏฺฐํ ตตฺรายํ ทีปนานโย.
“[ในอรรถกถาสังยุตต์]กล่าวว่าอัทธาปัจจุบันควรแสดงโดยวาระแห่งชวนจิตมีนัย