เป็นโลกุตตระ”
๑๑๔๗. อสมนุสฺสรโต มคฺคํ มคฺคารมฺมณเมว ตํ
อตีตารมฺมณํเยว โหติ เอกนฺตโต อิทํ.
“เมื่อตามระลึกถึงมรรค[ที่ตนหรือผู้อื่นอบรมไว้ในอดีต] ญาณนั้นมีมรรคเป็นอารมณ์ จึงมีอารมณ์เป็นอดีตอย่างเดียวโดยแท้”
๑๑๔๘. เจโตปริยญาณมฺปิ ยถากมฺมุปคมฺปิ จ
อตีตารมฺมณา โหนฺติ กิญฺจาปิ อถ โข ปน.
๑๑๔๙. เจโตปริยญาณสฺสส ตฺตทฺทิวสพฺภนฺตรํ
อตีตํ จิตฺตเมวสฺส อารมฺมณมุทีริตํ.
๑๑๕๐. อตีเต เจตนามตฺตํ ยถากมฺมุปคสฺสปิ
ปุพฺเพนิวาสญาณสฺสน ตฺถิ กิญฺจิ อโคจรํ.
“แม้เจโตปริยญาณและยถากัมมุปคญาณจะมีอารมณ์เป็นอดีตแ ต่เจโตปริยญาณ ได้รับเอาอารมณ์คือจิตที่เป็นอดีตภายใน ๗ วันส่วนยถากัมมุปคญาณรับเอาอารมณ์คือเจตนา ในอดีตเท่านั้นปุพเพนิวาสานุสสติญาณไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอารมณ์ไม่ได้”
๑๑๕๑. อชฺฌตฺตารมฺมณํ อตฺต- ขนฺธานุสฺสรเณ สิยา
พหิทฺธารมฺมณํ อญฺญ- ขนฺธานุสฺสรเณ ภเว.
“ญาณดังกล่าวมีอารมณ์เป็นธรรมภายในเวลาระลึกถึงขันธ์ของตน มีอารมณ์เป็น ธรรมภายนอกเมื่อระลึกถึงขันธ์ของผู้อื่น”
๑๑๕๒. สรเณ นามโคตฺตสฺสตํ นวตฺตพฺพโคจรํ
ปุพฺเพนิวาสญาณมฺปิ อฏฺฐเสฺวว ปวตฺตติ.
“ญาณนั้นมีอารมณ์เป็นบัญญัติ ในเวลาระลึกถึงชื่อและโคตร โดยประการดังนี้ แม้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ อย่าง”