มีอารมณ์เป็นมรรค”
๑๑๕๙. เอกนฺเตน อิทํ ญาณํ โหตานาคตโคจรํ
เจโตปริยํ ตุ กิญฺจาปิ โหตานาคตโคจรํ.
๑๑๖๐. อถ โข ปน ตํ สตฺต- ทิวสพฺภนฺตรํ ปน
จิตฺตเมว จ ชานาติ น หิ ตํ อญฺญโคจรํ.
“อนาคตังสญาณนี้มีอารมณ์เป็นอนาคตแน่นอน แม้เจโตปริยญาณมีอารมณ์เป็น อนาคตก็รู้จิตได้ภายใน ๗ วันเท่านั้น โดยแท้จริงแล้ว ญาณนั้นไม่มีอารมณ์อื่น[จากจิตที่เกิด ภายใน ๗ วัน]ได้”
๑๑๖๑. อนาคตํสญาณสฺส อนาคตํสโคจรํ
“อหํ เทโว ภวิสฺสามิจฺ”- เจวมชฺฌตฺตโคจรํ.
“อารมณ์ของตนที่เป็นอนาคต เป็นอารมณ์ของอนาคตังสญาณ ญาณนั้นมีอารมณ์ เป็นธรรมภายในเมื่อรู้ว่า เราจักไปเกิดเป็นเทวดา”
๑๑๖๒. “ติสฺโส ผุสฺโส อมุตฺรายํ นิพฺพตฺติสฺสตินาคเต”
อิจฺเจวํ ชานเน ตสฺสพ หิทฺธารมฺมณํ สิยา.
“ญาณนั้นมีอารมณ์เป็นธรรมภายนอกเมื่อรู้ว่า คนผู้นี้ คือ นายติสสะหรือนาย ผุสสะ จักไปเกิดในภพโน้นในอนาคต”
๑๑๖๓. ชานเน นามโคตฺตสฺสย สฺส กสฺสจินาคเต
ปุพฺเพนิวาสญาณํวตํ นวตฺตพฺพโคจรํ.
“ญาณนั้นมีอารมณ์เป็นบัญญัติเหมือนปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ในเวลารู้ชื่อและ โคตรของบุคคลใดบุคคลหนึ่งในอนาคต”
[ฎีกาใหม่กล่าวว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณและอนาคตังสญาณมีสภาพคล้ายกับสัพพัญญุต-ญาณ โดยญาณแรกรับอารมณ์ คือขันธ์ที่เป็นอดีตและธรรมที่เนื่องด้วยขันธ์ ๕ทั้งหมด ส่วนญาณหลัง รับอารมณ์คือขันธ์ที่เป็นอนาคตและธรรมที่เนื่องด้วยขันธ์ ๕นั้นทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ญาณทั้งสอง