ความดำริ) เพราะเกิดจากความดำริของตน”
๑๑๘๔. ปรโต ปน สุตฺวาน ลทฺธา ปญฺญา อยํ อิธ
สุเตเนว จ นิปฺผนฺนา ปญฺญา สุตมยา มตา.
“ส่วนปัญญาที่ได้รับโดยฟังจากผู้อื่น เกิดจากการฟังนั่นเอง จึงได้ชื่อว่า สุตมยะ (ปัญญาเกิดจากการฟัง)”
๑๑๘๕. ยถา วาปิ ตถา เจตฺถ ภาวนาย วเสน ตุ
นิปฺผนฺนา อปฺปนาปตฺตา ปญฺญา สา ภาวนามยา.
“ปัญญาที่บรรลุอัปปนา เกิดจากอำนาจของภาวนาโดยสดับหรือไม่สดับก็ตาม ชื่อว่า ภาวนามยะ (ปัญญาเกิดจากการอบรมจิต)”
[คำว่า “บรรลุอัปปนา” หมายถึงปัญญาอย่างสูงสุดที่เกิดขึ้นในขณะบรรลุมรรค แต่วิปัสสนา ปัญญาที่ยังไม่บรรลุอัปปนาก็จัดเป็นภาวนามยปัญญาเช่นกันดังฎีกาใหม่อธิบายว่า อปฺปนาปตฺตาติอิทํ สิขาปตฺตํ ภาวนามยํ ทสฺเสตุํ วุตฺตํ.นป นอ ปฺปนาปตฺตาว ภาวนา-มยาติ.
“คำว่า อปฺปนาปตฺตา (บรรลุอัปปนา) นี้ กล่าวไว้เพื่อแสดงภาวนามยปัญญาที่ถึงความ ยิ่งยวด หาใช่แสดงว่าปัญญาที่บรรลุอัปปนาอย่างเดียวจึงเป็นภาวนามยปัญญา” การใช้คำในลักษณะนี้เป็นสำนวนทางภาษาประการหนึ่งที่เรียกว่าอุกกัฏฐนัยคือ การกล่าว ถึงสิ่งสูงสุดเ ช่นคำว่าอ ภิรูปสฺสก ญฺญา ทาตพฺพา (พึงให้สาวน้อยแก่หนุ่มรูปงาม) ในข้อนี้เป็นที่รู้ได้ ว่าหญิงสาวที่ให้แก่ชายหนุ่มก็เป็นหญิงรูปงามเพราะมีคำกล่าวว่า หนุ่มรูปงาม]
๑๑๘๖. ปฏิสมฺภิทาจตุกฺกสฺส วเสน จตุธา สิยา
อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ญาณํ ญาเณสุ ตีสุปิ.
“ปัญญามี๔อ ย่างโดยเนื่องด้วยปฏิสัมภิทา ๔ คือ ความรู้ในอรรถ ในธรรม ใน นิรุตติและในญาณทั้งสาม”
[ปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาอันแตกฉานในผลเป็นต้น มี ๔ อย่าง คือ