“ในรูปนามทั้งสอง นามไม่มีอำนาจ จึงไม่อาจดำเนินไปตามอำนาจของตนได้ คือ นามพูดไม่ได้ นอนไม่ได้ ยืนไม่ได้ เดินไม่ได้ ทำลายไม่ได้ ปล้นไม่ได้ กินไม่ได้ เคี้ยวไม่ได้”
๑๒๑๘. ตถา รูปมฺปิ นิตฺเตชํ วินา นามญฺจ สพฺพถา
สเกเนว หิ เตเชน น สกฺโกติ ปวตฺติตุํ.
๑๒๑๙. ภุญฺชามีติ ปิวามีติ ขาทามีติ ตเถว จ
โรทามีติ หสามีติ รูปสฺเสตํ น วิชฺชติ.
“แม้รูปก็ไม่มีอำนาจเหมือนกัน เพราะรูปดำเนินไปตามอำนาจของตนไม่ได้โดย ปราศจากนาม คือรูปไม่มีการกิน ดื่ม เคี้ยว ร้องไห้ และหัวเราะ”
๑๒๒๐. นามํ นิสฺสาย รูปํ ตุ รูปํ นิสฺสาย นามกํ
ปวตฺตติ สทา สพฺพํ ปญฺจโวการภูมิยํ.
“รูปอาศัยนามจึงเป็นไปได้ นามก็อาศัยรูปจึงเป็นไปได้ รูปนามทั้งหมดย่อมเป็นไป ในปัญจโวการภูมิเสมอ”
๑๒๒๑. อิมสฺส ปน อตฺถสฺส อาวิภาวตฺถเมว จ
ชจฺจนฺธปีฐสปฺปีนํ วตฺตพฺพา อุปมา อิธ.
“ในที่นี้ควรกล่าวอุปมาเปรียบคนตาบอดกับคนเปลี้ย เพื่ออธิบายข้อความนั้น”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่า คนตาบอดกับคนเปลี้ยต้องร่วมกันเดินทางจึงจะได้ โดยคนเปลี้ยขึ้นขี่ คนตาบอด รูปเหมือนคนตาบอด นามเหมือนคนเปลี้ยทั้งสองอย่างต้องอาศัยกันและกันจึงจะทำอิริยาบถ ต่างๆ มีการไป การกิน เป็นต้นได้]
๑๒๒๒. ยถา หิ นาวํ นิสฺสาย มนุสฺสา ยนฺติ อณฺณเว
เอวํ รูปมฺปิ นิสฺสาย นามกาโย ปวตฺตติ.
๑๒๒๓. ยถา มนุสฺเส นิสฺสาย นาวา คจฺฉติ อณฺณเว
เอวํ นามมฺปิ นิสฺสาย รูปกาโย ปวตฺตติ.๘๒