๑๒๓๒. อวิชฺชา ตณฺหุปาทานํ กมฺมํ เหตุ จตุพฺพิโธ
เอตสฺส รูปกายสฺส อาหาโร ปจฺจโย มโต.
“เหตุของรูปกายคือธรรม ๔ อย่างอันได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม ส่วนปัจจัยของรูปกายคืออาหาร”
๑๒๓๓. ชนโก เหตุ อกฺขาโต ปจฺจโย อนุปาลโก
เหตฺวงฺกุรสฺส พีชํ ตุ ปจฺจยา ปถวาทโย.
“เหตุคือ ธรรมที่ทำให้เกิด[รูปนาม] ปัจจัยคือ ธรรมอุปถัมภ์[รูปนามที่เกิดขึ้นแล้ว] เหมือนเมล็ดเป็นเหตุเกิดของหน่อส่วนดินเป็นต้นเป็นปัจจัยอุปถัมภ์”
๑๒๓๔. อิติเม ปญฺจ ธมฺมา หิ เหตุปจฺจยตํ คตา
อวิชฺชาทโย ตโย ตตฺถ มาตาว อุปนิสฺสยา.
๑๒๓๕. ชนกํ ปน กมฺมํ ตุ ปุตฺตสฺส หิ ปิตา วิย
ธาตี วิย กุมารสฺส อาหาโร ธารโก ภเว.
“โดยประการดังนี้ ธรรมทั้ง ๕ ดังกล่าว [อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม และ อาหาร] เป็นเหตุปัจจัย อวิชชาเป็นต้น๓อ ย่างเป็นที่อาศัยเหมือนมารดาเป็นที่อาศัยของบุตร กรรมทำ ให้เกิดเหมือนบิดาให้เกิดบุตร ส่วนอาหารทรงไว้เหมือนพี่เลี้ยงดูแลเด็ก”
การกำหนดเหตุปัจจัยของนาม
๑๒๓๖. อิจฺเจวํ รูปกายสฺส โส ปจฺจยปริคฺคหํ
กตฺวา ปุนปิ “จกฺขุญฺจรูปมาโลกเมว จ.
๑๒๓๗. ปฏิจฺจ จกฺขุวิญฺญาณํ โหติ” อิจฺเจวมาทินา
นเยน นามกายสฺสป จฺจยํ ปริคณฺหติ.
“นักปฏิบัตินั้นกำหนดรู้เหตุปัจจัยของรูปกายดังนี้แล้วย่อมกำหนดรู้เหตุปัจจัยของ นามกายโดยนัยว่า จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นอาศัยจักขุประสาท รูปารมณ์ และแสงสว่าง