Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 413 | >>
สติสํสารปฺปวตฺติยา อโหสิกมฺมํ นาม น โหติ.

“ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพนี้)คือ เจตนาในชวนจิตดวงแรกของ ชวนจิต ๗ ขณะในชวนวิถีหนึ่งซึ่งเป็นกุศลหรืออกุศล กรรมนี้ย่อมให้ผลในอัตภาพนี้เท่านั้น เมื่อให้ผลไม่ได้ก็เป็นอโหสิกรรมโดยคล้อยตามติกะ (กลุ่มธรรม ๓ บท) นี้ คือ กรรมมีแล้ว กรรมจักมีกรรมมีอยู่ แต่ผลของกรรมนั้นไม่มี อุปปัชชเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพที่สองถัดจากภพนี้)คือ เจตนาในชวนจิต ดวงที่ ๗อันก่อให้เกิดผล[คือการให้ทานหรือการฆ่าสัตว์เป็นต้น] กรรมนี้ย่อมให้ผลในอัตภาพ ถัดไป เมื่อให้ผลไม่ได้ก็เป็นอโหสิกรรมตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว อปราปริยเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพที่สามเป็นต้นไป) คือ เจตนาในชวนจิต ๕ ดวงระหว่างชวนเจตนาทั้งสอง กรรมนี้ย่อมให้ผลในอนาคตเมื่อได้รับโอกาส หากมีความ เป็นไปของสงสารอยู่ก็ไม่เป็นอโหสิกรรม”

๑๒๔๔. อปรํ จตุพฺพิธํ กมฺมํ ครุกํ พหุลมฺปิ จ
อาสนฺนญฺจ กฏตฺตา จ กมฺมนฺติ สมุทีริตํ.

“อีกนัยหนึ่ง กรรมมี๔อ ย่าง คือค รุกกรรม (กรรมหนัก) อาจิณณกรรม (กรรม ที่ทำเสมอ) อาสันนกรรม (กรรมที่ทำหรือระลึกได้ในขณะใกล้เสียชีวิต) และกฏัตตากรรม (กรรมสามัญทั่วไปที่นอกจากกรรม ๓ อย่างแรก)”

[คัมภีร์นี้ใช้ พหุล ศัพท์แทน อาจิณฺณ เพื่อรักษาคณะฉันท์ จึงหมายถึงอาจิณณกรรม การใช้คำในลักษณะนี้เป็นสำนวนทางภาษาอย่างหนึ่งเ รียกว่า ปเหฬี คือ คำปริศนา ประเภทสมาน-สัททาคือ การอำพรางชื่อจริงด้วยคำอื่นที่มีอรรถเหมือนกัน มีตัวอย่างว่า ตํ เม พุทฺโธ วิยากาสิ ชลชุตฺตรนามโก ภิกฺขุสํเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ.๘๔

“พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงพยากรณ์ข้อนั้นแก่เรา พระองค์ประทับนั่ง ท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้วตรัสคาถาเหล่านี้” ชื่อจริงที่ต้องการกล่าวถึงในที่นี้คือป ทุมุตฺตร (ปทุม+อุตฺตร) แต่ใช้ ชลชุตฺตร (ชลช +

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka