ลหุตาราสิ๑มุทุตาราสิ๑กัมมัญญตาราสิ๑ ปาคุญญตาราสิ๑อุชุกตาราสิ๑ส ติสัมปชัญญราสิ๑ สมถวิปัสสนาราสิ๑ปัคคาหอวิกเขปราสิ ๑ ส่วนฎีกาใหม่จำแนกเป็นผัสสปัญจกราสิ๑ ฌานปัญจกราสิ๑อินทริยัฏฐกราสิ๑มัคค-ปัญจกราสิ๑ พลสัตตกราสิ๑ เหตุตติกราสิ๑กัมมปถติกราสิ๑ โลกปาลทุกราสิ๑ปัสสัทธิทุกราสิ๑ ลหุตาทุกราสิ๑มุทุตาทุกราสิ๑กัมมัญญตาทุกราสิ๑ ปาคุญญตาทุกราสิ๑อุชุกตาทุกราสิ๑อุปการ-ทุกราสิ๑ยุคนันททุกราสิ๑วิริยสมถทุกราสิ๑]
๗๓. ฉนฺทาธิโมกฺขมุทิตา มนสี จ กาโร
มชฺฌตฺตตา จ กรุณา วิรติตฺตยํ จ
ปุญฺเญสุ เตน นิยตานิยตา จ สพฺเพ เยวาปนา มุนิวเรน น เจว วุตฺตา.
“นิยตโยคีเจตสิก คือ ฉันทะ อธิโมกข์ มนสิการ และตัตรมัชฌัตตตา พร้อมทั้ง อนิยตโยคีเจตสิกคือกรุณา มุทิตา และวิรตี๓ทั้งหมดนี้เป็นเยวาปนกเจตสิกอันพระมุนีผู้ ประเสริฐมิได้ตรัสไว้”
๗๔. กสฺมา ปเนตฺถ ผสฺโสว ปฐมํ สมุทีริโต
ปฐมาภินิปาตตฺตา จิตฺตสฺสารมฺมเณ กิร.
“ถามว่า : เหตุใดพระศาสดาจึงตรัสผัสสะก่อนในเจตสิกเหล่านี้ ตอบว่า: ไ ด้สดับมาว่า พระศาสดาตรัสผัสสะไว้ก่อน เพราะเป็นสภาวะที่จิตตกไป ในอารมณ์ก่อน”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่าข้อความนี้เป็นมติของนิกายมหาสังฆิกะที่ปรับปรุงแก้ไขคำสอนตาม ความเห็นของบุคคล ท่านจึงกล่าวคำว่าไ ด้สดับมา (กิร) เพื่อแสดงการไม่ยอมรับมตินั้น]
๗๕. ผุสิตฺวา ปน ผสฺเสน เวทนาย จ เวทเย
สญฺชานาติ จ สญฺญาย เจตนาย จ เจตเย.
“ความหมายก็คือเ มื่อกระทบด้วยผัสสะแล้วย่อมรู้สึกด้วยเวทนา หมายรู้ด้วยสัญญา ตั้งใจด้วยเจตนา”