จิตมี ๒ อย่าง โดยจิตที่มีวิบาก และจิตที่ไม่มีวิบาก จิตที่มีวิบาก คือ กุศลจิตและอกุศลจิต จิตที่ไม่มีวิบาก คือ อัพยากตจิต [วิปากจิต และกิริยาจิต] จิตมี๓อ ย่าง โดยจำแนกตามชาติ(ประเภท) คือกุศลจิตอ กุศลจิต และอัพยากตจิต”
[เมื่อจำแนกอัพยากตจิตออกเป็นวิปากจิต และกิริยาจิตจึงกล่าวได้ว่าจิตมี๔อ ย่างตาม ชาติคือกุศลจิตอ กุศลจิต วิปากจิต และกิริยาจิต]
กุศลจิต
ตตฺถ กุสลนฺติ ปเนตสฺส โก วจนตฺโถ.
“รูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) ของคำว่า กุสลํ (กุศลจิต) คืออะไร”
๑๐. กุจฺฉิตานํ สลนโต กุสานํ ลวเนน วา
กุเสน ลาตพฺพตฺตา วา กุสลนฺติ ปวุจฺจติ.
“พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กุศล เพราะความเป็น
- สภาพกำจัดบาปธรรมอันน่าตำหนิ
- สภาพละบาปธรรมที่ได้ชื่อว่ากุสะ (สภาพนอนเนื่องในกระแสจิตด้วยอาการ น่าตำหนิ)
- สภาพควรถือเอาด้วยปัญญาที่ชื่อว่ากุสะ (สภาพขัดเกลาบาปธรรมอันน่าตำหนิ)”
[คำว่า กุสล มีความหมาย ๓ ประการ คือ
- สภาวะกำจัดบาปธรรมอันน่าตำหนิ = กุจฺฉิเต ปาปธมฺเม สลติ หึสตีติ กุสลํ (กุ = บาปธรรมอันน่าตำหนิ + สล ธาตุ = กำจัด + อ ปัจจัย)
- สภาวะละบาปธรรมที่นอนเนื่องในกระแสจิตด้วยอาการน่าตำหนิ = กุจฺฉิเตนากาเรน สนฺตาเน สยนฺติปวตฺตนฺตีติ กุสา, กุเส ลวตีติ กุสลํ (กุส = บาปธรรม + ลู ธาตุ = ละ + อ ปัจจัย)
- สภาวะที่ควรถือเอาด้วยปัญญา = กุจฺฉิตานํ สาติตนุํ กโรตีติกุสา, กุเสน ลาตพฺพนฺติ กุสลํ (กุส=ปัญญา + ลา ธาตุ = ถือเอา + อ ปัจจัย)]