เป็นนิบาต ลงในความบังคับ. บทว่า อฺถตฺตํ ความที่จิตเป็นอย่างอื่น.
เราไม่ได้โภชนะอันประณีตเห็นปานนี้ เพราะอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น. จักยังชีวิตให้เป็นไปได้อย่างไร ด้วยประการฉะนี้พึงทราบว่า เพราะอาศัย
ลาภคือโภชนะอันประณีต จึงได้เป็นอยู่ได้.
ด้วยบทว่า ภูตปุพฺพํ เรื่องเคยมีมาแล้วนี้ พระอุทายีเถระแสดงความ
ที่โภชนะเป็นของประณีตในเวลากลางคืน. บทว่า สูเปยฺยํ ของควรจะแกง ได้
แก่ปลา เนื้อและหน่อไม้เป็นต้น ควรนำไปแกง. บทว่า สมคฺคา ภุญฺชิสฺสาม
เราจักบริโภคพร้อมกันคือบริโภคร่วมกัน. บทว่า สงฺขติโย คือของเคี้ยว
สำหรับจะปรุงบริโภค. บทว่า สพฺพา ตา รตฺตึ คือ ของเคี้ยวสำหรับปรุง
บริโภคทั้งหมดเหล่านั้น ย่อมมีรสในเวลากลางคืน. แต่กลางวันมีรสน้อยนิด
หน่อย. เพราะกลางวันมนุษย์ทั้งหลายยังชีวิตให้เป็นไปด้วยข้าวยาคูและข้าวต้ม
เป็นต้น กลางคืนย่อมบริโภคตามส่วนที่ถึง ตามสติ ตามความประณีต. ด้วย
บทว่า ภูตปุพฺพํ นี่อีก ท่านพระอุทายีเถระแสดงถึงโทษในการบริโภคในกลาง
คืนและเวลาวิกาล.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อนฺธการติมิสาย ได้แก่ ในเวลามืดมาก. บทว่า
มาณเวหิ ได้แก่ พวกโจร. บทว่า กตกมฺเมหิ คือทำโจรกรรม. ได้ยินว่า
โจรเหล่านั้นทำโจรกรรมฆ่ามนุษย์แล้ว ถือเอาโลหิตในลำคอเป็นต้น เพื่อต้อง
การนำกรรมที่สำเร็จเพราะได้บวงสรวงเทวดาไว้เข้าไปแก้บน. โจรเหล่านั้น
สำคัญว่า เมื่อมนุษย์อื่นถูกฆ่า ก็จักเกิดโกลาหล. ชื่อว่า ผู้แสวงหาบรรพชิตย่อม
ไม่มี จึงจับภิกษุทั้งหลายฆ่า. ท่านกล่าวบทนั้นหมายถึงความข้อนี้. บทว่า
อกตกมฺเมหิ ยังไม่ทำโจรกรรม คือ ประสงค์จะทำพลีกรรมก่อนเพื่อให้สำเร็จ
การงานในเวลามาจากดงเข้าสู่บ้าน.